ดูหนังออนไลน์
Stock

‘ดาวโจนส์’ ปรับตัวแคบ ตลาดรอลุ้นผลประชุม ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวแคบในวันนี้ (28 ก.ค.)  ขณะที่นักลงทุนซื้อขายอย่างระมัดระวัง ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเปิดเผยผลการประชุมนโยบายการเงินในคืนนี้ หลังจากที่เฟดได้สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดการเงินในการประชุมเดือนที่แล้ว

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 34,979.09 จุด ลดลง 79.43 จุด หรือ 0.23% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 4,403.12 จุด ขยับขึ้นมา 1.66 จุด หรือ 0.04% และดัชนีแนสแด็ก ที่ 14,756.59 จุด บวก 96.02 จุด หรือ 0.65%

นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันนี้ หลังจากที่เฟดได้สร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดการเงินในการประชุมเดือนที่แล้ว โดยได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2566 ซึ่งเร็วกว่าคาดถึง 1 ปี นอกจากนี้ เฟดยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้สู่ระดับ 3.4% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนมี.ค.ที่ระดับ 2.4%

shutterstock 1055599112

ตลาดจับตาการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในคืนนี้ รวมทั้งแนวโน้มการปรับลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันที่ 26-28 สิงหาคมนี้

การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮลในปีนี้ จะเป็นการประชุมแบบพบหน้ากัน หลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว เฟดต้องจัดการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ที่ผ่านมา การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล ถือเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน จากประเทศต่างๆทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมการประชุม ขณะที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดในขณะนั้นเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

นักวิเคราะห์คาดการณ์ไทม์ไลน์ของเฟดว่า เฟดจะเริ่มปรับลด QE ในเดือนมกราคม 2565 โดยจะปรับลดวงเงิน QE เดือนละ 20,000 ล้านดอลลาร์ จากปัจจุบันที่เฟดทำ QE วงเงิน 120,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งจะทำให้เฟดใช้เวลา 6 เดือนในการปรับลด QE จนเหลือ 0 หมายความว่าเฟดจะยุติการทำ QE โดยสิ้นเชิงในช่วงกลางปี 2565 และจะพักการดำเนินการเป็นเวลา 1 ปีเพื่อให้ตลาดปรับตัว ก่อนที่จะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยจากจำนวนบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ได้รายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 แล้ว พบว่า 89% มีกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ 86% มีรายได้สูงกว่าคาด

ราคาหุ้นของบริษัทโบอิงพุ่งขึ้นกว่า 6% ในวันนี้ หลังจากที่บริษัทสามารถทำกำไรเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี โดยได้อานิสงส์จากการส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์จำนวนมาก ขณะที่อุตสาหกรรมการบินเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤตการณ์โควิด-19

ก่อนหน้านี้ โบอิ้งประสบภาวะขาดทุนติดต่อกัน 6 ไตรมาส จากผลกระทบของการชะลอการผลิตเครื่องบิน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ โบอิ้งเปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 40 เซนต์/หุ้นในไตรมาส 2 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจะมีตัวเลขขาดทุน 83 เซนต์/หุ้น นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.654 หมื่นล้านดอลลาร์

ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เปิดเผยว่า ทางบริษัทมีกำไรและรายได้สูงกว่าคาดในไตรมาส 2 โดยได้ปัจจัยหนุนจากยอดขายวัคซีนต้านโควิด-19

ไฟเซอร์เปิดเผยว่า บริษัทมียอดขายวัคซีนต้านโควิด-19 สูงถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 และบริษัทได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ยอดขายวัคซีนในปีนี้สู่ระดับ 3.35 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ไฟเซอร์มีกำไร 1.07 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.97 ดอลลาร์/หุ้น นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ 1.898 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.874 หมื่นล้านดอลลาร์

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2564 ในวันพรุ่งนี้

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว 8.5% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการขยายตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2526 และพุ่งขึ้นจากระดับ 6.4% ในไตรมาส 1

ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาส 4/2563 หลังจากพุ่งขึ้น 33.4% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ที่สหรัฐเริ่มมีการรวบรวมข้อมูลในปี 2490 หรือมากกว่า 70 ปี จากการที่สหรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และมีการเปิดเศรษฐกิจ หลังจากหดตัว 31.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงเป็นประวัติการณ์ และหดตัว 5% ในไตรมาส 1 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากมีการหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัว 7.0% ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2527 หลังจากหดตัว 3.5% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 74 ปี

อ่านข่าวเพิ่มเติม