Stock

‘ดาวโจนส์’ ปรับตัวแคบ จับตา ‘ประชุมเฟด’ คาดยังคงนโยบายเดิม


ตลาดหุ้นสหรัฐ ซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (16 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวแคบ จากการที่ นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่า จะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในการประชุมครั้งนี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 34,279.27 จุด ลดลง 20.06 จุด หรือ 0.06% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 4,240.87 จุด ขยับลงมา 5.72 จุด หรือ 0.13% และดัชนีแนสแด็ก ที่ 14,056.72 จุด ลบ 16.13 จุด หรือ 0.11%

Stocksbitcoin ๒๑๐๔๒๒ 0

นักลงทุนจับตาเฟดปรับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราว่างงานในการประชุมวันนี้ ขณะที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด จะกล่าวถ้อยแถลงหลังการประชุม

นักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% และยังคงเดินหน้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนในการประชุมครั้งนี้ โดยเฟดมองว่าเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นในระยะนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว

อย่างไรก็ดี คาดว่าเฟดจะเริ่มหารือกันเกี่ยวกับการปรับลดวงเงิน QE ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันที่ 26-28 สิงหาคม และจะเริ่มดำเนินการปรับลด QE ในเดือนธ.ค.หรือต้นปีหน้า ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566

การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮลในปีนี้ จะเป็นการประชุมแบบพบหน้ากัน หลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว เฟดต้องจัดการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ที่ผ่านมา การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล ถือเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน จากประเทศต่างๆทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมการประชุม ขณะที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดในขณะนั้นเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

ทั้งนี้ นายพาวเวลได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮลเมื่อปีที่แล้ว โดยได้ประกาศการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ ซึ่งเฟดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยจะเปิดทางให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐ

สำหรับในการประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮลในปีนี้ คาดว่านายพาวเวลจะส่งสัญญาณการปรับลดวงเงิน QE ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณให้ตลาดการเงินเตรียมพร้อมรับการถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของเฟดก่อนหน้านี้

ที่ผ่านมา ประเทศในตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนามักได้รับความเสี่ยงสูงสุดจากการที่เฟดใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน และหากเฟดมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินด้วยการปรับลด QE และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็จะส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลกลับไปยังสหรัฐ และกระทบอย่างหนักต่อตลาดเกิดใหม่ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2541 และ 2556

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ระดับ 1.572 ล้านยูนิต แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.630 ล้านยูนิต จากระดับ 1.517 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย.

อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านยังคงได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาไม้ และวัสดุอื่น ๆ ในการสร้างบ้าน ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านลดลง 3.0% สู่ระดับ 1.681 ล้านยูนิตในเดือนที่แล้ว

ทางด้าน กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้า ดีดตัวขึ้นมากกว่าคาดในเดือนพฤษภาคม โดยพุ่งขึ้น 1.1% เมื่อเทียบรายเดือน และเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 7 เดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนเมษายน แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของกลุ่มพลังงาน

กระทรวงแรงงานสหรัฐ ยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกพุ่งขึ้น 2.2% ในเดือนพฤษภาคม หลังจากเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนเมษายน ซึ่งมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคาส่งออกพุ่งขึ้น 17.4% ในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลในเดือนกันยายน 2526 หลังจากเพิ่มขึ้น 14.9% ในเดือนเมษายน

ทางด้านเฟดสาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า ผลสำรวจผู้นำธุรกิจภาคบริการในนิวยอร์ก, นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนกติกัต พบว่า ดัชนีธุรกิจภาคบริการปรับตัวขึ้น 4 จุด สู่ระดับ 43.2 ในเดือนมิถุนายน  แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานและค่าจ้าง ขณะที่ความเชื่อมั่นพุ่งใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในเดือนพฤาภาคม

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจมองว่าภาวะการดำเนินธุรกิจอยู่ในภาวะ “ปกติ” ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว

อ่านข่าวเพิ่มเติม