ดูหนังออนไลน์
Stock

หุ้น ‘BEM’ Top Pick รับเปิดเมือง – ตัวเต็งประมูลสายสีส้ม – สายสีม่วงใต้

รัฐเตรียมเปิดเมือง หลังเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ตลาดหุ้นครึ่งปีหลังเน้นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ จากการเปิดเมือง BEM เป็นหุ้น Top Pick เพราะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้า กลับมาเป็นปกติ เริ่มตั้งแต่ Q3 ตัวเต็งประมูลสายสีส้มและสายสีม่วงใต้

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ เปิดเผยว่า การระบาดของโควิดที่ผ่านมามีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ให้บริการทางด่วนและรถไฟฟ้าอย่าง BEM พอสมควร แต่ต้องถือว่า การระบาดในระลอก 3 นี้มีผลกระทบกับบริษัทน้อยกว่าระลอก 2 เมื่อปีที่แล้ว โดยหลังจากที่รัฐบาลได้เร่งการฉีดวัคซีนและมีแผนจะเปิดเมืองในกลางปีนี้ มั่นในว่าสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น และการดำเนินงานของ BEM จะกลับมาทำกำไรได้อย่างเต็มที่

BEM Top Pick หุ้นเปิดเมือ

ผลกระทบ Covid หายไป

ดร.สมบัติ กล่าวว่าผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าจะกลับมาเต็มที่ในครึ่งปีหลัง โควิด-19 ระลอก 3 กระทบรายได้แต่ไม่รุนแรงเท่ากับเมื่อปีที่แล้ว จุดต่ำสุดเราอยู่เดือนเมษายน โดยผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าลดลงไปกว่า 70% ปัจจุบันปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้ากลับมาอย่างรวดเร็ว

สมบัติ44
สมบัติ กิจจาลักษณ์

โดยทางด่วน ซึ่งแหล่งรายได้หลักของบริษัท เป็นสัดส่วน 65% ของรายได้รวม ฟื้นตัวกลับมาได้เร็วมาก ตอนนี้มีปริมาณผู้ใช้ทางด่วนประมาณ 70% คือประมาณ 9 แสนเที่ยวต่อวันแล้ว คาดว่าในไตรมาสที่ 3 น่าจะถึง 90% และจะกลับมา 100% (1.2 ล้านเที่ยวต่อวัน) ในไตรมาสที่ 4

ส่วนรถไฟฟ้า น่าจะค่อยๆดีขึ้นหลังการฉีดวัคซีนเต็มที่ คาดว่าไตรมาสที่ 3 น่าจะอยู่ราวๆ 75% และไปถึง 90% (4 แสนคนต่อวัน) ในไตรมาสที่ 4

S-Curve เดินเครื่องเต็มสูบ

“การต่อสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 ออกไปอีก 15 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิเป็นอย่างมาก นอกจากการที่บริษัทได้ยุติคดีพิพาททั้งหมดกับรัฐแล้ว ผลพลอยได้ต่างๆจะปรากฏเด่นชัดตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ได้แก่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีความต่างๆลดลงจำนวนมาก ค่าตัดจำหน่ายจากทางด่วนเดิมปีละกว่า 2,000 ล้านบาท (หมดไปพร้อมสัญญาเดิม) การบริหารจัดการต้นทุนในระยะยาวได้ดีขึ้นจากการมีสัมปทานยาวขึ้น (Economy of Scale) กระแสเงินสดเพิ่มมากขึ้นจากการเปิดให้บริการสายสีเงินครบสาย และการขยายสัมทปานทางด่วน ทำให้ต้นทุนลดลง ดอกเบี้ยต่ำมาก อยู่ที่ประมาณ 2.8% และสามารถลงทุนงานใหม่ โดยไม่ต้องเพิ่มทุน ส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้น”

139241483 10159090412454516 3450454709350090593 n

New S-curve กำลังมาเสริม

ดร.สมบัติ กล่าวเสริมว่าปัจจุบันรัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยการใช้โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วน และรถไฟฟ้า เป็นโครงการขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่ง BEM มีโอกาสสูงมากที่จะได้งาน โดยเรามุ่งไปที่ รถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีม่วงใต้  ทั้ง 2 สายเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่ง BEM มีความเชี่ยวชาญที่สุด โดยมี บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เป็นผู้สนับสนุนและเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะสายสีม่วงใต้ ซึ่ง BEM เดินรถส่วนเหนืออยู่ คาดว่ารัฐคงใช้วิธีเจรจากับ BEM เพื่อให้การเดินรถต่อเนื่องเพราะจะประหยัดและเร็วที่สุด

ทางด่วนเส้นใหม่ที่จะเกิดขึ้น เช่น โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2-N3 (เกษตรนวมินทร์)โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม-ชะอำ ส่วนใหญ่เป็น PPP-Net cost เอกชนรับความเสี่ยงหมดพร้อมลงทุนก่อสร้าง เป็นรูปแบบที่ BEM ถนัด มีเงินลงทุนพร้อม และมี CK เป็นผู้รับเหมา จึงมีโอกาสสูงมากที่จะชนะ

โครงการ Double Deck ทางด่วนขั้นที่ 2 ที่กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการศึกษา ตามที่ ครม.สั่งการ ซึ่งต้องเสร็จภายใน มี.ค.65 น่าจะชัดเจนมากขึ้น และรัฐคงเจรจากับ BEM ตามผลการเจรจาเดิม ทำให้มีโอกาสต่อสัมปทานทางด่วนออกไปอีกจนครบ 30 ปี

Hidden Value จากธุรกิจพัฒนาชิงพาณิชย์ และการลงทุนใน TTW และCKP เบ่งบานเต็มที่

ดร.สมบัติ ยังกล่าวว่าที่ผ่านมารายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรถไฟฟ้า-ทางด่วน ยังไม่ส่งผลเต็มที่เท่าไรนัก ในส่วนของรถไฟฟ้าปริมาณผู้โดยสาร หรือ eye ball ยังน้อย แต่เมื่อเปิดเดินรถครบทั้งสายปริมาณผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นรายได้ส่วนนี้จะเพิ่มมากขึ้นตามโดยไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่ม ในส่วนของทางด่วนที่เคยมีติดข้อพิพาทในสัมปทานเดิมได้มีการแก้ไขตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว คาดว่ารายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ทั้งในรถไฟฟ้าและทางด่วนจะส่งผลกำไรให้ BEM อย่างมากตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการระบบตั๋วร่วมกับภาครัฐ และใช้ Big Data จากฐานผู้โดยสารรถไฟฟ้ากว่า 5 แสนคน และทางด่วนกว่า 1 ล้านคน สามารถต่อยอดธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เต็มที่มากขึ้น

ส่วนเงินลงทุนในอีก 2 บริษัท คือ TTW และ CKP มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 15,000 ล้านบาท โดยเราถือหุ้น TTW อยู่ 18.47% เป็นบริษัทที่มั่นคงมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี ส่วน CKP ถือหุ้นอยู่ 17.59% มีการจ่ายเงินปันผลทุกปีเช่นกัน  ตั้งแต่กลางปี 2564 เป็นต้นไป เขื่อนไซยะบุรีกำลังการผลิต 1285 เมกะวัตต์  บนแม่น้ำโขงจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มที่ คาดว่า CKP จะมีกำไรดีขึ้นมาก ส่งผลให้ BEM ได้รับเงินปันผลมากขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight