Stock

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ยุคราคาพลังงานผันผวน!

อัปเดตหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ในยุคราคาพลังงานผันผวน ควรปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างไร ?

จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อ กําลังดันให้ราคาพลังงานผันผวนขึ้น ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่างน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น แต่ยังได้ส่งผลกระทบมาสู่ธุรกิจพลังงานกลางและปลายน้ำ เช่น โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน

เนื่องจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ส่วนมากใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ LNG ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เมื่อราคา LNG มีความผันผวนรวดเร็วและรุนแรง ทำให้มีโอกาสที่จะกดดันอัตรากำไร หรือ Margin ของหุ้นโรงไฟฟ้า  ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานเท่าไหร่ ราคาพลังงานก็ยิ่งผันผวนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กําไรกลุ่ม SPP มี Downside สูงขึ้น

บทวิเคราะห์ บล. เคจีไอ เปิดเผยว่า ราคาก๊าซ LNG ราว $20-25 ดอลลาร์/MMBtu อาจทําให้ต้นทุนก๊าซเพิ่มขึ้นเป็น 350-450 บาท/MMBtu เทียบกับ 298 บาทในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผ่านมา หากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์/บาร์เรล จะทําให้ราคา LNG เพิ่มราว 1.5 ดอลลาร์/MMBtu  ทําให้กําไรของหุ้นโรงไฟฟ้าบางแห่งในไทย อาจมี Downside Risk ราว 5-10%

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

โดยเฉพาะหุ้น BGRIM: บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ GPSC: บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) จากความอ่อนไหวต่อต้นทุนเชื้อเพลิง รวมถึงความสัมพันธ์เชิงลบกับค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yields ขณะที่เกิดสภาวะ มีความไม่แน่นอนสูงนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า Negative Correlation จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.05-0.10

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP (Independent Power Producer: ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่) ยังคงน่าสนใจกว่าในแง่ความมั่นคง แต่หากมีสัญญาณการยุติสงคราม กลุ่ม SPP (Small Power Producer: ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก) จะกลับมาน่าสนใจสําหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาส High risk/High reward จากการที่ราคาพลังงานในที่สุดกลับมาเป็นปกติได้

ขณะที่ประมาณการกําไรปี 2569-2570 ของตลาดโดยรวมยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่แนวโน้มการ Revision หรือปรับเพิ่มประมาณการกําไรกลุ่มยังคงจำกัด นอกจากนี้ บางบริษัทจะมี Downside Risk จากต้นทุนก๊าซที่อิงกับ LNG ที่สูงขึ้น อาจทําให้เกิดการปรับลดประมาณการกําไรในอนาค

ดังนั้น ในแง่ของกลยุทธ์การลงทุน บล. เคจีไอ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า “เท่ากับตลาด” โดยเราเลือกหุ้น GULF: บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่มโรงไฟฟ้าของช่วงไตรมาส 2 ปี 2669 ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายอยู่ที่ระดับ 66.00 บาทต่อหุ้น

โดยมองว่า GULF จะมีกําไรเติบโตเด่น เพราะธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอสูง และให้ ROE สูงสุดในกลุ่ม ส่วนปัจจัยเปลี่ยนเกมในการปรับมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า คือ ช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดได้ตามปกติ ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่า  จะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาต้นทุนเชื้อเพลิง และช่วยให้ Sentiment ตลาดดีขึ้น ตลอดจนมีการรับรู้กําไรที่ชัดเจนขึ้นด้วย

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

 

นอกจากนี้ หุ้นโรงไฟฟ้าตัวอื่นๆ ที่นักวิเคราะห์ บล. เคจีไอ มีมุมมองเป็นบวก และยังคงคำแนะนำ Outperform ได้แก่ หุ้น EGCO: บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 144.00 บาทต่อหุ้น และหุ้น BCPG: บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 9.60 บาทต่อหุ้น

จะเห็นว่าความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์กำลังทำให้ราคาพลังงานผันผวน กระทบตรงต่อหุ้นโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ก๊าซ LNG เป็นหลัก เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น กดกำไรให้ลดลง แต่หุ้นที่ยังคงอยู่รอดแบบแข็งแกร่งก็มีเช่นกัน เพียงแต่ต้องพึ่งพากระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมกับการที่ฐานธุรกิจขนาดใหญ่รองรับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยที่จะเป็น Game Changer คือราคาพลังงานลดลง และการเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง  นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามอง และน่าจะช่วยฟื้น Sentiment ของหุ้นโรงไฟฟ้าได้ในระยะถัดไปได้เป็นอย่างดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

Avatar photo
แชร์วิธีคิด แบ่งปันความรู้ การเงิน การลงทุน