“MINT” สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนเป็น 5,000 ล้านบาท หวังสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง
เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่อาจมีผลต่อแนวโน้มราคาหุ้น MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) หลังเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทอนุมัติ โครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เพื่อบริหารทางการเงินมูลค่า 500 ล้านบาท จำนวน 23 ล้านหุ้น ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 3 ธ.ค.2568-2 มิ.ย.2569

แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา MINT ได้แจ้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่มเติม สำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน โดยปรับวงเงินซื้อหุ้นคืนเป็น 5,000 ล้านบาท จำนวน 229 ล้านหุ้น
คิดเป็นไม่เกิน 4.04% ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ซื้อด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.2568-2 มิ.ย.2569
เนื่องจากบริษัทมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบัน ไม่สะท้อนถึงผลการดําเนินงานที่แข็งแกร่ง หรือมูลค่าที่แท้จริง เพราะสภาพแวดล้อมของตลาดในตอนนี้ ยังคงมีความผันผวน อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประโยชน์จากสภาพคล่องส่วนเกิน ที่เกิดจากการบริหารเงินทุนหมุนเวียน อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว และความสามารถในการทํากําไรของบริษัท รวมถึงเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการปรับปรุงตัวชี้วัดทางการเงิน เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV) และกําไรต่อหุ้น (EPS)
สำหรับแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้นคืน คือ เงินสดจากการดําเนินการ เงินปันผลรับ และรับคืนเงินกู้ยืมจากบริษัทย่อย
โบรกฯ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30.50 บาท
บทวิเคราะห์ บล. กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวก ต่อโครงการซื้อคืนหุ้นของ MINT ซึ่งปัจจุบันซื้อคืนแล้วประมาณ 900,000 หุ้น และมองว่าการปรับลงของหุ้นในช่วงก่อนหน้า เกิดจากความกังวลต่อผลประกอบการไตรมาส 3/68 ที่เติบโตเพียงเล็กน้อย (+5% yoy)
รวมถึงการรอความชัดเจนของแผนการออกกอง REIT และการนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระหนี้ของบริษัท ที่ปัจจุบันอยู่ราว 95,000 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี

หากแผนการออกกอง REIT เป็นไปตามที่บริษัทคาด ก็จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการปรับโครงสร้างการเงินและ Sentiment ของหุ้นในระยะถัดไป ดังนั้น คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30.50 บาทต่อหุ้น
คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4/68 จะเติบโตได้ทั้ง yoy และ qoq จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมที่มี RevPAR เป็นบวกในทุกภูมิภาค การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอาหาร และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากการบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ไว้ที่ราว 9,000 ล้านบาท เติบโต 8% จากปีก่อน และปี 2569 อยู่ที่ราว 9,500 ล้านบาท เติบโต 6% แต่ยังไม่รวมผลจากการออกกอง REIT และการ IPO ธุรกิจอาหาร (คิดเป็น 30% ของกำไร) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระหนี้
แผนการออกกอง REIT มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร บริษัทน่าจะได้รับเงินประมาณ 600-700 ล้านดอลลาร์ โดยจะนำราว 50% หรือประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ไปชำ ระ perpetual bond ที่จะครบกำหนดในเดือนเม.ย.ปีหน้า
ส่วนที่เหลือจะเป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งหากแผนดำเนินได้ตามคาด ประเมินว่าภาระหนี้ของบริษัทจะลดลงอย่างน้อย 10,000 ล้านบาท และช่วยลดดอกเบี้ยจ่ายได้ราว 200-300 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น upside ราว 3% ต่อประมาณการปัจจุบัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- หุ้นแบงก์ไทยยุคโตช้า แต่มีดีที่ปันผล 6-7% ต่อปี
- สุญญากาศทางการเมืองกดหุ้น CK แต่โบรกฯ มองเป็นจังหวะสะสม พื้นฐานแกร่ง
- สรุปหุ้น SET100 ผลตอบแทนโดดเด่นสุดรอบ 11 เดือนปี 2568
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg