Stock

หุ้นแบงก์ไทยยุคโตช้า แต่มีดีที่ปันผล 6-7% ต่อปี

หุ้นแบงก์ไทยยุคโตช้า แต่มีดีที่ปันผล 6-7% ต่อปี หุ้นพิมพ์นิยมที่นักลงทุนไทยและต่างชาติให้ความสนใจอยู่เสมอ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโต จากตัวเลข GPD ที่มีอัตราการเติบโตเพียง 2-3% และต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งเป็นผลพวงจากหลากหลายปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

การที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลง ย่อนส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ หรือหุ้นแบงก์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะเป็นหุ้นที่ผูกโยงกับภาพรวมเศรษฐกิจโดยตรง ถ้าเศรษฐกิจดี หุ้นแบงก์ก็กำไรโตแรง กลับกันหากเศรษฐกิจซบเซา กลุ่มธุรกิจนี้ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

แต่เราจะเห็นว่า แม้เราจะอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจโตช้า แต่หากมองในแง่ของการลงทุน “หุ้นแบงก์” กลับยังคงเป็นหุ้นพิมพ์นิยมที่นักลงทุนไทยและต่างชาติให้ความสนใจอยู่เสมอ จากอัตราการจ่ายปันผล (Dividend Yield) ที่สูงกว่า 6-7% เลยทีเดียว

แบงก์ไทย

บทวิเคราะห์ บล. กสิกรไทย มีมุมมองที่เป็นกลางต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร โดยเลือกหุ้นเด่น ได้แก่

KTB: ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จากพอร์ตสินเชื่อที่เน้นความปลอดภัย

KKP : ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) จากคุณภาพสินทรัพย์ของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

ถึงแม้จะเชื่อว่าการเติบโตของกำไรของกลุ่มธุรกิจนี้จะติดลบในปี 2569 ตามรายได้ที่อ่อนแอ แต่ความน่าสนใจในขณะนี้คืออัตราตอบแทนเงินปันผลที่สูง 6-7% จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น โดยชอบ KTB จากพอร์ตสินเชื่อที่เน้นความปลอดภัย (defensive loan) และอาจมี Upside จากเงินปันผล และชอบ KKP จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ และรายได้จากการธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น

สำหรับภาพรวมสินเชื่อเดือนตุลาคมยังเติบโตอ่อนแอต่อเนื่อง สะท้อนถึงหนี้ครัวเรือนที่ตึงตัว และมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อสุทธิของกลุ่มธนาคารรวมลดลง 1.1% จากเดือนก่อน ตามการเติบโตของสินเชื่อที่อ่อนแอทั้งกลุ่ม

ด้านการเกิด NPL ใหม่อ่อนตัวลงในไตรมาส 3/2568 จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า การเกิดหนี้เสีย (NPL) ใหม่ของกลุ่มธนาคารลดลงมาอยู่ที่ 0.46% ของสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/2568 จาก 0.52% ในไตรมาส 2/2568 สาเหตุหลักมาจากการก่อ NPL ใหม่ลดลงเป็น 0.3% จาก 0.39% ขณะที่ NPL จากการปรับโครงสร้างหนี้ (Relapse) เพิ่มขึ้นเป็น 0.16% จาก 0.14%

โดยการก่อ NPL ลดลงจากสินเชื่อรายย่อย ขณะที่สินเชื่อบางกลุ่ม เช่น ธุรกิจก่อสร้าง และอุตสาหกรรม มีการก่อ NPL เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 2.88% ในไตรมาส 3/2568 จาก 2.83% ในไตรมาส 2/2568 เนื่องจากสินเชื่อรวมลดลง 0.7% YoY

แบงก์ไทย

แม้ว่าการก่อ NPL ใหม่รวมจะลดลง แต่เราเชื่อว่าแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากสินเชื่อชั้นที่ 2 (สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ) จากสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มสาธารณูปโภคและขนส่ง กลุ่มอสังหาฯ กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มการผลิต ดังนั้น เชื่อว่าการก่อ NPL ใหม่ที่ลดลงในไตรมาส 3/2568 เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2569 เมื่อมาตรการช่วยเหลือเริ่มเบาบางลง

นอกจากนี้ แนวโน้ม NII อ่อนแอ ประกอบกับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่มีต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสินเชื่อและการก่อ NPL ใหม่ เชื่อว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) จะยังคงอ่อนตัวลงในไตรมาส 4/2568 จากสินเชื่อรวมและอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่ลดลง หากมองข้ามไปหลังจากปี้นี้ คาดว่าความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จะเริ่มปรากฏอีกครั้งในช่วงกลางปี 2569 เนื่องจากการสิ้นสุดโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งลูกค้าภายใต้โครงการนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ของยอดผ่อนชำระเดิม

อ่านข่าวเพิ่มเติม 

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo
แชร์วิธีคิด แบ่งปันความรู้ การเงิน การลงทุน