มีอะไรที่ต้องรู้ เมื่อ “GULF” เก็บสะสมหุ้น “KBANK” เกิน 5%
เราเริ่มเห็นการขยับครั้งใหญ่ของ GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มาโดยตลอดในการนำเงินมาขยายลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างที่เห็นได้ชัดคือดีลใหญ่กับ INTUCH ที่ได้เข้าซื้อกิจการจนขยายอาณาจักรเข้ามาสู่การเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลได้สำเร็จ
รวมถึงช่วงที่ผ่านมากับการทยอยเข้าซื้อหุ้นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย นั่นคือ KBANK มีการเข้าลงทุนครั้งใหญ่รอบแรกเมื่อช่วงเดือนมี.ค. 2568 และได้มีการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 GULF แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ได้เข้าซื้อหุ้น KBANK เพิ่มเติมจำนวน 5,399,600 หุ้น หรือคิดเป็น 0.2278% ส่งผลให้บริษัทถือหุ้นใน KBANK ทั้งสิ้น 119,149,900 หุ้น หรือ 5.0288% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด พร้อมขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 4 ของธนาคารกสิกรไทย

เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ GULF มีการซื้อ-ขายหุ้น KBANK โดยครั้งแรกในเดือนมี.ค. 2568 ทาง GULF ได้เข้าถือหุ้ KBANK ในสัดส่วน 3.25% ต่อมาในเดือนพฤษภาคม GULF ก็ซื้อหุ้น KBANK เพิ่ม 0.53% ทำให้มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 5.23%
แต่หลังจากนั้นได้มีการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นใน KBANK ให้ต่ำกว่า 5% ก่อนที่ล่าสุดจะกลับเข้าลงทุนเพื่อเพิ่มสัดส่วนอีกครั้ง ทั้งนี้ ปัจจุบันรายชื่อผู้ถือใหญ่ของ KBANK เป็นดังนี้
1. Thai NVDR สัดส่วน 13.7%
2. State Street Europe สัดส่วน 8.2%
3. South East Asia UK (C) สัดส่วน 5.1%
4. GULF สัดส่วน 5.02%
5. State Street Bank and Trust สัดส่วน 4.8%
ในมุมของ GULF เคยแจ้งต่อตลาดและนักลงทุนว่าการเข้าถือหุ้น KBANK มีวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย และรับเงินปันผล โดยย้ำว่าเป็นเหตุผลเรื่องของการลงทุนล้วนๆ เพราะ KBANK เป็นธนาคารที่จ่ายปันผลสูงถึง 59% ของ Dividend Payout
GULF มีโอกาสจะซื้อหุ้น KBANK เพิ่มเป็น 10% หรือไม่?
หนึ่งในคำถามที่หลายคนจับตามองก็คือ ทำไม GULF ไม่ซื้อหุ้น KBANK เพิ่มเป็น 10% เพื่อจำได้มีอำนาจในการบริหารจัดการไปเลย ประเด็นนี้ บทวิเคราะห์ บล. โกลเบล็ก แสดงความเห็นว่า

1. หากถือหุ้นเกิน 10% GULF จะต้องได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
2. GULF ต้องใช้เงินสดจำนวนมากเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มอีก 5% โดยอิงจากราคาซื้อหุ้น KBANK ล่าสุดที่ 169.5 บาทต่อหุ้น ประเมินว่าต้องใช้เงินราว 20,800 ล้านบาท ถือว่าเป็นภาระหนักต่อฐานะทางการเงินของบริษัท
3. หาก GULF ถือหุ้นใน KBANK ครบ 10% จะทำให้มีสิทธิ์เสนอชื่อกรรมการได้ 1 – 2 ตำแหน่ง อาจเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารของ KBANK
อย่างไรก็ดี การที่ GULF ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 5% ทำให้บริษัทได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน และรับเงินปันผลที่คุ้มค่า เพราะในปี 2567 KBANK จ่ายปันผลพิเศษด้วยอัตราการจ่าย 59% สูงเป็นอันดับ 3 รองจาก TISCO (90%) และ SCB (80%) ดังนั้น ประเมินว่า GULF จะได้รับเงินปันผลประมาณ 1,500 ล้านบาท จากปันผล 12.5 บาทต่อหุ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568

นักวิเคราะห์ บล. โกลเบล็ก แนะนำ “ซื้อ” หุ้น GULF เมื่อราคาอ่อนตัว กำหนดราคาเป้าหมาย 67 บาทต่อหุ้น โดยมองว่ามีแนวโน้ม Outperform ในระยะสั้น จากปัจจัยหนุนสำคัญ คือ ทิศทางกำไรสุทธิรายไตรมาสทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงไตรมาส 3-4/2568 จากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นของ ADVANC และ THCOM ประกอบกับรายได้ปันผลที่สูงขึ้นจาก KBANK
นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรที่แข็งแกร่งธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งโครงการพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- กสิกรไทย แจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 68 กำไร 39,287 ล้าน
- CEO กสิกรไทย ได้รับเลือกจาก Fortune เป็นผู้นำหญิงทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย 2 ปีซ้อน
- บัตรเครดิตกสิกรไทย จัดโปรฯ พิเศษ ช้อปครบ 8,888 บาท ได้สิทธิ์ใช้ 8 K Point แลกสินค้าแบรนด์ดัง
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg