DELTA แบกหุ้นไทย ไปต่อหรือรอก่อน เมื่อกำไรต่ำคาด สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อจากนี้
ณ ตอนนี้ DELTA หรือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คือ หุ้นที่มี Market Cap. สูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย ด้วยมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Power Supply และอุปกรณ์ที่ใช้ใน Data Center และรถยนต์ EV เป็นต้น โดยเป็นบริษัทย่อยของ Delta Electronics Inc. จากประเทศไต้หวัน ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย และส่งออกกว่า 80% ของรายได้
หลายคนน่าจะพอรู้แล้วว่าในช่วงที่ผ่านมา DELTA เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ผลักดันและกดดันความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมีผลต่อดัชนี (Index Impact) เพราะ SET Index เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap Weighted Index) ดังนั้น หุ้นที่มีมูลค่าสูง ก็จะมีน้ำหนักมาก และส่งผลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นเล็ก

และเชื่อไหมว่าหากเรานับจากจุดต่ำสุดของ SET เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบันที่ตลาดหุ้นไทยรีบาวด์ขึ้นมาเกือบ 200 จุด เป็นผลของการปรับตัวขึ้นของ DELTA มีน้ำหนักมากถึง 28% เลยทีเดียว เรียกว่าเป็นเดอะแบกตลาดหุ้นไทยอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือความร้อนแรงแบบนี้ของ DELTA จะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่ ล่าสุดบริษัทได้รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ออกมาไม่สวยหรูแบบที่คิด ยอดขายโตขึ้นเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิและอัตรากำไรกลับลดลงแรง
DELTA แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า กำไรไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 4,629.06 ล้านบาท ลดลง 29.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 44,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่มีการขยายตัวสูง ทั้งเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ภายใต้แนวโน้มการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น เพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ส่วนกำไรขั้นในไตรมาสนี้ที่ปรับตัวลง เกิดจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากในปีนี้ ประกอบกับช่วงปีที่แล้วมีการกลับรายการตั้งสำรองสินค้าคงคลังในปริมาณมาก ส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น ทั้งนี้ บริษัทยังคงดำเนินกลยทุธ์การผลักดันยอดขายพร้อมจัดการควบคุมสินค้าคงคลังในระดับที่เหมาะสมตามสภาวะอุตสาหกรรม
ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีจำนวน 6,011 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 11.3% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการขายในส่วนภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้น เพราะตลาดสหรัฐ เริ่มประกาศใช้นโยบายภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียมในไตรมาสนี้ ส่งผลให้บริษัทเกิดค่าใช้จ่ายอากรเพื่อส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในการเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ DELTA มองว่าภาพรวมตลาดยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูงในปีนี้ ขณะเดียวกันกลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรม ยังมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโซลูชั่น โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตได้ในระดับปานกลาง ส่วนโซลูชั่นระบบพลังงานโทรคมนาคมฟื้นตัวอย่างจำกัด
หากดูจากสรุปงบการเงินที่บริษัทแจ้ง ก็จะพอสรุปได้ว่าแนวโน้มข้างหน้ายังมีความท้าทายสูง ทว่าภาพรายได้ยังดีอยู่ เพราะเมกะเทรนด์อย่าง Data Center, AI Infrastructure และเครือข่าย 5G ยังคงผลักดันยอดขายกลุ่ม Power Electronics และ Cooling Solution ให้เติบโตต่อเนื่อง

แต่ฝั่งต้นทุน คือสิ่งที่กดดันผลประกอบการอย่างแท้จริง จริงอยู่ที่มีเรื่องของค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากดดันในปีนี้ ทำให้รายได้สกุลต่างประเทศแปลงกลับมาได้น้อยลง แต่อีกประเด็นที่มองข้ามไปไม่ได้เลยนั่นคือเรื่องภาษีตอบโต้ (Tariffs) จากสหรัฐ ที่ไทยโดนเรียกเก็บในอัตรา 36% กระทบโดยตรงกับต้นทุนการขายของ DELTA
สรุปแล้วสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อจากนี้
1. การส่งผ่านต้นทุนใหม่ เช่น ภาษีอากร ไปยังลูกค้าได้เร็วแค่ไหน
2. ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี
3. การควบคุมต้นทุนและความสามารถในการรักษามาร์จิน ใครที่กำลังเล็งหุ้น DELTA อย่าลืมนำปัจจัยดังกล่าวไปร่วมพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- โบรกฯ มองหุ้น DELTA ถอยสู่จุดพักฐาน
- DELTA แจงหลังหุ้นร่วง ยอมรับปัจจัยกดดันทำรายได้-กำไรหด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- ‘ปตท.’ ผนึก ‘เดลต้า’ รุกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต่อยอดนวัตกรรม EV
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook : https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X : https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram : https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg