“บล.บัวหลวง” แนะปรับน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นต่าง ๆ ลงเพิ่ม เพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น จับตา!! สัญญาณการเปิดทางเจรจา
บล.บัวหลวง ระบุว่า รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธนาธิบดีสหรัฐเพิ่งประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าในคืนที่ผ่านมา โดยภาษีแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การเก็บภาษีขั้นต่า (Baseline) 10% ซึ่งจะเรียกเก็บกับสินค้าจากทุกจากประเทศที่สหรัฐนาเข้าสินค้า และการเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Additional) 10-49% กับหลายประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง

สาหรับประเทศหลักที่พึ่งพาการส่งออก ได้แก่ ไทย : 36%, เวียดนาม : 46%, อินเดีย : 26%, เกาหลีใต้ : 25%, ไต้หวัน : 32%, อินโดนีเซีย : 32%, มาเลเซีย : 24% กล่าวคือกลุ่มอาเซียน-เอเชียแปซิฟิก โดนถ้วนหน้า และอยู่ในระดับที่ “เปลี่ยนโครงสร้างการค้า” ได้เลย โดยกลุ่มประเทศที่เดิมเคยเกินดุลทางการค้ามาก (เช่น ไทย, เวียดนาม) กลับกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
นอกจากนี้ สหรัฐยังไม่มีการยกเว้นแม้แต่ประเทศพันธมิตร เช่น EU, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ สะท้อนว่าแนวทางนี้เป็นเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ tactical
ผลกระทบ :
- มาตรการภาษีครั้งนี้เทียบได้กับจุดเริ่มต้นของ “Trade War 2.0” ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงและมีผลกระทบเชิงโครงสร้างมากกว่า Trade War ครั้งแรกในปี 2018
- บริษัทข้ามชาติจานวนมากอาจชะลอการลงทุนเพื่อตีความท่าทีของสหรัฐ และประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจใหม่ ส่งผลต่อ กระแส FDI และวัฏจักรการลงทุน (Capex Cycle) ในภูมิภาคต่าง ๆ
- ความเชื่อมั่นใน Global Supply Chain ลดลงอย่างมีนัยสาคัญ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ส่งผลต่อคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) และแผนการขยายกำลังการผลิต
- แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น บั่นทอนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศผู้นำเข้า
- ความเสี่ยงของการเกิด “Fragmentation of Trade” หรือการแบ่งขั้วการค้าระหว่างกลุ่มประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยฉุดการเติบโตของการค้าโลก

สรุปภาพรวม :
- มาตรการภาษีชุดนี้ไม่ใช่เพียงแค่กลยุทธ์กดดันเชิงการเมือง แต่ถือเป็นแรงกระแทกเชิงโครงสร้างต่อระบบการค้าโลก หลายประเทศอาจจาเป็นต้องเร่งเข้าสู่กระบวนการเจรจาการค้าใหม่กับสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในระยะยาว
- หากการเจรจาการค้าของหลาย ๆ ประเทศล่าช้า หรือไร้ความชัดเจน อาจนาไปสู่ภาวะการลงทุนชะงักงัน การบริโภคหดตัว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ล่าช้ากว่าคาดการณ์ Wealth Research
- มาตรการนี้จึงอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนของโครงสร้าง Supply Chain โลก” ที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการค้า ซึ่งเน้นความยืดหยุ่นมากกว่าประสิทธิภาพและการประหยัดต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว
- ในระยะสั้น เศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเข้าสู่ภาวะ mid-depth recession หากกระบวนการเจรจาการค้ายืดเยื้อและไร้ความคืบหน้า โดยเราประเมินว่า GDP อาจหดตัวในกรอบ -1.5% ถึง -2.0% ซึ่งถือว่ารุนแรงกว่ากรณี mild recession ที่เคยเป็นสมมติฐานหลักก่อนหน้านี้
- แรงกระทบหลักจะมาจากการบริโภคที่อ่อนแรงลงจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น, ความไม่แน่นอนทางนโยบายที่บั่นทอนความเชื่อมั่นภาคเอกชน และความเสี่ยงด้านการค้าโลกที่กดดันคำสั่งซื้อใหม่

กลยุทธ์การลงทุน :
- แม้ว่าก่อนหน้านี้เราได้ลดน้าหนักการลงทุนในตลาดหุ้นโลกลงมาแล้ว แต่ผลกระทบจากมาตรการภาษีมีแนวโน้มรุนแรงกว่าคาดการณ์ของตลาด เราจึงแนะนำให้ปรับน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นต่าง ๆ ลงเพิ่มเพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าหลาย ๆ ประเทศจะเข้าสู่โต๊ะเจรจากับสหรัฐทำให้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงอย่างที่กังวลกันในขณะนี้
- ทั้งนี้ เราคาดว่า Turning Point สำคัญของตลาดหุ้นโลก คือ “สัญญาณการเปิดทางเจรจา” ซึ่งคาดจะเป็นจุด Peak ของ Escalation Phase, เป็นจุดกลับตัวของ Fund Flow ที่จะกลับมาเข้าสินทรัพย์เสี่ยง และเป็นจุด Bottom ของตลาดหุ้นทั่วโลกหลังสงครามการค้าคลี่คลาย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาราว 3 เดือน (เทียบเคียงกับสงครามการค้าปี 2018) โดยเราจะติดตามพัฒนาการเชิงบวกก่อนกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นต่าง ๆ ต่อไป
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘นายกฯ’ ออกแถลงการณ์ด่วน! หลัง ‘ทรัมป์’ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36%
- ไทยโดน 36%! ‘ทรัมป์’ ประกาศเริ่ม ‘ยุคทอง’ อเมริกา รีด ‘ภาษีตอบโต้’ 60 ชาติคู่ค้า
- ‘ซิตี้กรุ๊ป’ คาด ‘ภาษีทรัมป์’ ฉุด ‘จีดีพีจีน’ ร่วง 2.4%
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook : https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram : https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg