ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร มองหุ้นไทย 3 แบบที่ยังมีโอกาส และหุ้นไทยแบบไหนกันที่ยังสามารถลงทุนได้
“คนที่ฉลาดจะมองพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และจะมองสิ่งนี้เป็นโอกาส ส่วนคนที่ไม่ฉลาดจะตื่นเต้นและไม่เห็นโอกาสในสิ่งนี้”
วลีที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดทุนไทยโดย “นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่กล่าวถึงการปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นไทยในช่วงนี้ โดยพยายามชี้ว่านี่เป็นโอกาสในการลงทุน มากกว่าที่จะหวาดกลัวต่อความผันผวน

แน่นอนว่าคำพูดนี้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก พร้อมกับการตั้งคำถามว่ายังมีโอกาสในหุ้นไทยอยู่จริงหรือไม่? เพราะหากมองในแง่พื้นฐาน จะพบว่าหุ้นไทยยังคงอ่อนแอทุกด้าน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ, การเติบโตของ GDP, การขาดธุรกิจที่เป็น New Economy, ประมาณการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำ รวมถึงแรงซื้อที่หดหายของต่างชาติ
ทว่าหากเรานำคำพูดดังกล่าวมาตีความหมาย วิเคราะห์อย่างละเอียด พยายามคิดในแง่บวก และมองหาโอกาสที่คนอื่นมองข้าม คำถามคือหุ้นไทยแบบไหนกันที่ยังสามารถลงทุนได้ในจังหวะเวลาเช่นนี้
หุ้นไทย 3 แบบที่ยังมีโอกาส
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้าของไทย ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ผ่านบทความ “ความจริงที่โหดร้าย-ความรู้สึกที่สิ้นหวัง” ในวาระที่ครบ 2 เดือนของปี 2568 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่บริเวณ 1200 จุด หรือตกลงไปประมาณ 14% ก็เป็นตลาดหุ้นที่แย่ที่สุดในโลกนับจากต้นปี
คำตอบของ ดร. นิเวศน์ คือ การใช้ “Rule of Thumb” มาเป็นเกณฑ์แบบคร่าว ๆ ง่าย ๆ ที่พอจะนำไปประเมินว่าหุ้นแต่ละตัวนั้น ควรมีมูลค่าที่เหมาะสมไม่เกินกี่บาท โดยใช้สูตรความถูกความแพงที่อิงกับค่า PE ของหุ้นแต่ละตัว ส่วนการประกาศงบ หรือข่าวดีต่าง ๆ ที่อาจจะเข้ามานั้น ถือเป็นประเด็นที่แทบไม่ถูกนำมาใช้ ยกเว้นแต่ว่ากำไรที่ประกาศออกมาจะถูกนำมาคำนวณหาค่า PE เท่านั้น

สูตรหุ้น 3 ประเภทที่แนะนำ ประกอบไปด้วย
1. หุ้นคุณภาพปานกลาง มีขนาดใหญ่ และไม่โดนดิสรัปด้วยเทคโนโลยี
เช่น หุ้นธนาคารและสถาบันการเงินทั้งหลาย โดยหากมีค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า อยู่ในเกณฑ์ลงทุนได้ แต่ถ้าเกินไปในระดับ 15 เท่า ต้องถือว่าแพงมากให้ขายทิ้ง ไม่ต้องดูว่ากำไร ล่าสุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วยซ้ำ
2. หุ้นที่ค่อนข้างดีในด้านของคุณภาพ ความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง
ต้องเป็นหมายเลข 1 หรือ 2 ในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการตลาดในการแข่งขัน เช่น สินค้าอุปโภคและบริโภคที่ขายให้กับคนทั่วไป ค่า PE ไม่เกิน 15 เท่า ถือว่าปกติถ้าจะซื้อลงทุน ซึ่งเราสามารถประเมินได้ด้วยการเอากำไร 5 ปีเฉลี่ยมาใช้ หรืออาจจะใช้กำไรต่อยอดขายของอุตสาหกรรมมาคำนวณว่ากำไรควรจะเป็นเท่าไร เป็นต้น
3. หุ้นของกิจการที่โดดเด่นมาก มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน เป็น Superstock ที่ชัดเจน
คือ คู่แข่งแพ้ขาดไปแล้ว ในขณะที่ผู้เล่นใหม่ก็แทบจะเข้ามาแข่งไม่ได้ แบบนี้ก็ให้ค่า PE ไม่เกิน 20 เท่าได้เลย
ทั้งหมดนี้ถือเป็นวิธีคิดการคัดเลือกหุ้นของกูรูวีไอ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นเกณฑ์ที่อนุรักษ์นิยม เน้นความปลอดภัยสูงในยามที่โลกปั่นป่วน และวิกฤติอาจจะเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่นาน ทั้งนี้ นักลงทุนที่ยังเชื่อว่าโอกาสยังมีอยู่ในตลาดหุ้นไทย อาจจะนำหลักคิดดังกล่าวไปต่อยอดและศึกษาหาหุ้นที่ใช่ในเวลานี้ได้
แต่อย่างไรก็ดี อยากให้เข้าใจบริบทของการลงทุนในขณะนี้ด้วยว่าบรรยากาศของหุ้นไทยยังเต็มไปด้วยความรู้สึก “เจ็บปวด” และ “สิ้นหวัง” พร้อมกันนี้ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเก็งกำไรอย่างรุนแรง แต่การลงทุนแบบที่เรียกว่า VI จริงๆ ที่เน้นการลงทุนระยะยาว อาจจะต้องมองในเลนส์ที่ยาวมากกว่านั้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘วรภพ’ โพสต์สวนกลับ ‘เผ่าภูมิ’ ลั่นตลาดหุ้นตกไม่ใช่เรื่องโง่หรือฉลาด
- ‘เผ่าภูมิ’ มองหุ้นร่วงแรง ลั่นคนฉลาดจะมองเห็นโอกาส
- ‘ที่ปรึกษานายกฯ อุ๊งอิ๊ง’ บอกหุ้นไทยร่วงแค่ชั่วคราว มั่นใจไม่ดิ่งต่ำกว่า 1,000 จุด
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook : https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X : https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram : https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg