Stock

แนะ ‘กระจายความเสี่ยง’ พอร์ตลงทุน รับมือความผันผวนหลัง ‘เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ’

KBank Private Banking, Lombard Odier และ JPMAM ชี้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ สร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ และการลงทุน แนะนักลงทุนจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง รับมือกับความผันผวนระยะสั้นหลังเลือกตั้ง

KBank Private Banking ร่วมกับ Lombard Odier และ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) จัดงานสัมมนาในหัวข้อ Countdown To The Us Elections: Market Moves And Investment Strategies เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น

เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

การเลือกตั้งดังกล่าว เป็นที่น่าจับตามองมากที่สุด ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผลโพล และคะแนนนิยมค่อนข้างสูสีกัน ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว และอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง บวกกับการแบ่งขั้วทางการเมือง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีการเผชิญหน้าอย่างชัดเจน และรุนแรงมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรก็จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กระทบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือกับความผันผวนระยะสั้นหลังการเลือกตั้ง

นางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ด้วยอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้การเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ และการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายจากรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ หรือคามาลา แฮร์ริส จะชนะ หรือพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในรัฐบาล ย่อมจะส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐ และทั่วโลก

จากผลสำรวจของหลาย ๆ สำนักพบว่า เมื่อวันเลือกตั้งใกล้เข้ามา ปัจจัยสำคัญที่มีผลในการตัดสินใจเลือกของชาวอเมริกันคือเรื่องเศรษฐกิจ ที่ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะทะยอยฟื้นตัว หุ้นสหรัฐก็มีผลงานที่ดี แต่ผลกระทบจากเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยสูง ได้ทำลายความเชื่อมั่นของคนอเมริกันไปมาก จึงทำให้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด นับแต่การสำรวจหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551

ทางด้านนายจอห์น วู้ด Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions Asia Lombard Odier Group กล่าวว่า มีโอกาสสูงถึง 35% ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดี และพรรครีพับริกันจะได้ครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา ส่งผลให้นโยบาย “American First” จะถูกนำกลับมาเป็นนโยบายหลัก ซึ่งจะส่งผลกระทบ และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

เช่น ในด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้า และความเข้มงวดเรื่องนโยบายคนต่างชาติเข้าเมือง โดยรวมอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญกับการเกิดปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือทิศทางการลดดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐ (เฟด) ซึ่งอาจจะชะลอลง ในทางกลับกัน ก็มีโอกาสถึง 30% ที่คามาลา แฮร์ริส จะชนะการเลือกตั้ง แต่คาดว่าพรรคเดโมแครตจะไม่ได้ครองเสียงข้างมากทั้งสภาบน และสภาล่าง โดยนโยบายส่วนใหญ่จะต่อเนื่องจากปัจจุบันตามนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทั้งด้านพลังงาน แรงงานต่างชาติ และการต่างประเทศ

ภายใต้การนำของคามาลา แฮร์ริส คาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวแบบซอฟต์แลนดิ้ง เงินเฟ้อทยอยลดลงสู่เป้าหมาย และการลดดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นไปตามแผน

ในขณะที่ นายแคร์รี่ เคร็ก Executive Director and Global Market Strategist J.P. Morgan Asset Management กล่าวว่า สำหรับผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้สมัครจากรีพับริกัน หรือเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นผู้นำคนใหม่ แต่ทั้ง 2 พรรคจะไม่ได้ครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด ทำให้เกิดสภาแบบผสม

นายแคร์รี่ มองว่า การที่ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีก็สำคัญในระดับหนึ่ง แต่คะแนนเสียงของสภาก็มีความสำคัญในการผ่านกฎหมายเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมองว่านโยบายที่หาเสียงไว้ อาจจะไม่สามารถนำมาเป็นนโยบายได้จริง หรือมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ทำให้การคาดเดาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าทำได้ยากลำบาก

สำหรับผลกระทบต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ หรือคามาลา แฮร์ริส เป็นฝ่ายชนะ เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นสหรัฐ ก็น่าจะยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าจะมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเป็นผู้ชนะ และผู้แพ้ภายใต้ผู้นำ และนโยบายใหม่ที่แตกต่างกันออกไป

การจัดพอร์ตการลงทุนควรจะให้ความสำคัญกับความสมดุล (Being Balance) โดยการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในหลาย ๆ สินทรัพย์ผ่านกองทุนผสม (Balanced Fund) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตโดยรวม ซึ่งในด้านของสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ นักลงทุนต้องถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และรอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนต่อไป

เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

นางสาวศิริพร กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับคำแนะนำการลงทุนที่ KBank Private Banking แนะนำคือให้ลงทุนในกองทุนผสม อย่าง กองทุน K-ALL ROADS Series และกองทุน K-WEALTH PLUS Series เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งสามารถลงทุนได้ในระยะยาว และไม่ต้องกังวลต่อสถานการณ์เรื่องผลการเลือกตั้งที่ยากต่อการคาดเดา

ส่วนนักลงทุนที่ต้องลงทุนปรับพอร์ตหลังการเลือกตั้ง ทาง KBank Private Banking ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติม เช่น ตัวเลือกกองทุนที่จะได้อานิสงส์จากชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น กองทุน TUSFIN ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงินของสหรัฐ ที่จะได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ทางการเงิน และกองทุน K-USA ที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐที่มีคุณภาพสูง ที่จะได้ประโยชน์หากโดนัลด์ ทรัมป์เดินหน้านโยบายการลดภาษีนิติบุคคล

ตัวเลือกกองทุนที่จะได้อานิสงส์จากชัยชนะของกมลา แฮร์ริส เช่น กองทุน MRENEW / K-PLANET ซึ่งลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาดทั่วโลก เพราะจะได้ประโยชน์จากนโยบายชูโรงของพรรคเดโมแครต

และกองทุน K-APB / KFHASIA หรือสินทรัพย์ทั้งตราสารหนี้ และตลาดหุ้นในเอเชีย ซึ่งจะได้อานิสงส์จากความรุนแรงด้านนโยบายกีดกันการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เบาบางลง รวมถึงแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ที่เป็นไปตามแผนจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง สวนทางกับสกุลเงินประเทศเอเชียอื่น ๆ ที่แข็งค่าขึ้น หมายถึง เงินทุนที่จะไหลเข้ามาในเอเชียหนุนสินทรัพย์เอเชียขึ้นต่อจากนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

Avatar photo