กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทย กำลังเจอกับความท้าทายสำคัญ ซึ่งก็คือ “ยอดการเติบโตสินเชื่อ” ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องมาจากนโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ความต้องการอยู่ในระดับต่ำ และการชำระคืนสูง อันเป็นปัจจัยที่กดดันต่อประมาณการการเติบโตของ “หุ้นธนาคาร”
ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ได้ประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2567 ไว้ที่ 1% และคาดว่ากำไรปี 2567 ของกลุ่มธนาคารจะเติบโตราว 3% จากช่วงปีก่อน โดยกำไรจะอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ในไตรมาส 3/67 และลดลง QoQ ในไตรมาส 4/67

อย่างไรก็ดี การประเมินมูลค่า PBV ของหุ้นธนาคาร อยู่ที่ -1S.D ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ประเมิน PBV ปี 2567 จะอยู่ที่ 0.8 เท่า และ PE เฉลี่ยอยู่ที่ 8.5 เท่า ในขณะที่ EPS growth เฉลี่ยแล้วคาดทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
จากการสำรวจข้อมูลสินเชื่อในปี 2567 พบว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัวติดต่อกัน 5 เดือนแล้ว โดยข้อมูลล่าสุดของเดือนสิงหาคม สินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัว 0.7% จากเดือนก่อน (MoM) พร้อมทั้งเป็นการลดลง 1.2% QTD, 1.6% YTD และ 1.4% YoY
สำหรับธนาคารที่มีการหดตัวของสินเชื่อมากที่สุด คือ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยสินเชื่อหดตัวมากที่สุดที่ 1.4% MoM สะท้อนถึงการชำระคืนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ค่อนข้างสูง
นอกจากนี้ การที่ “เงินบาท” แข็งค่าขึ้นจะสร้างแรงกดดันขาลงต่อการเติบโตของสินเชื่อของ BBL ผ่านทางการแปลงสกุลเงิน เนื่องจาก BBL มีสัดส่วนสินเชื่อกิจการต่างประเทศมากที่สุดที่ 25%

สรุปการเติบโตของสินเชื่อรายเดือนแต่ละธนาคาร (ส.ค.2567)
- BBL การเติบโตของสินเชื่อลดลง -1.4%
- KTB การเติบโตของสินเชื่อลดลง -1.1%
- KBANK การเติบโตของสินเชื่อลดลง -0.3%
- SCB การเติบโตของสินเชื่ออยู่ที่ 0.0%
- BAY การเติบโตของสินเชื่อลดลง -0.9%
- TTB การเติบโตของสินเชื่อลดลง -0.6%
- TISCO การเติบโตของสินเชื่อลดลง -1.0%
- KKP การเติบโตของสินเชื่อลดลง -1.2%
ฟากเงินฝากและเงินกู้ยืมในเดือนสิงหาคม ก็ปรับลดลงเช่นกัน โดยเป็นการหดตัวลง -1.5% MoM และ -1.1% YoY แต่ +0.1% YTD ซึ่งอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝาก และเงินกู้ยืมของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 89% ในเดือนสิงหาคม จาก 88% ในเดือนกรกฎาคม บ่งชี้ถีงความพยายามในการรักษา ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เอาไว้
สรุปอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากและเงินกู้ยืม (ส.ค.2567)
- BBL อยู่ที่ 77.8%
- KTB อยู่ที่ 91.6%
- KBANK อยู่ที่ 87.6%
- SCB อยู่ที่ 97.2%
- BAY อยู่ที่ 87.2%
- TTB อยู่ที่ 92.1%
- TISCO อยู่ที่ 110.4%
- KKP อยู่ที่ 98.4%
ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากและเงินกู้ยืม (Loan-to-Deposit Ratio: LDR) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินที่ธนาคารให้สินเชื่อ กับเงินฝากที่ธนาคารได้รับจากลูกค้า ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่า ธนาคารมีความสามารถในการใช้เงินฝากไปให้สินเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน

หากอัตราส่วนสูงเกินไป (เช่น เกิน 100%) อาจหมายความว่าธนาคารกำลังใช้เงินให้สินเชื่อในระดับสูงเกินไป เมื่อเทียบกับปริมาณเงินฝาก ในทางตรงกันข้ามหาก LDR ต่ำเกินไป (เช่น ต่ำกว่า 70%) อาจแสดงว่า ธนาคารไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินฝากอย่างเต็มที่
สรุปแล้วนักวิเคราะห์มองว่า กำไรกลุ่มธนาคาร จะเติบโตเล็กน้อยในไตรมาส 3/67 และลดลงในไตรมาส 4/67 โดยเกิดจาก NIM ที่ลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถีง opex และ credit cost ที่เพิ่มขึ้นตามฤดกาล ยังคงเลือก BBL และ KTB เป็นตัวเด่นของหุ้นธนาคาร เนื่องจาก valuation น่าสนใจที่สุดในแง่ PBV/ROE และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อที่ต่ำ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สำรวจหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ วิ่งรับ ‘ดอกเบี้ยลง’
- วางแผน ‘เล่นหุ้น’ ตามเม็ดเงิน ‘กองทุนวายุภักษ์’
- หุ้นไทยอยู่ใน ‘Value Zone’ กำไรโต หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจ
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg