Stock

กระทบแค่ไหน!? ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ ลดมุมมอง ‘แบงก์ไทย’ เมื่อการเติบโตมีจำกัด

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch) ออกรายงานวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ปรับแนวโน้มอุตสาหกรรมเป็น “เสถียรภาพ” (Neutral) จากเดิม “ปรับตัวดีขึ้น” (Improving) โดยให้เหตุผลว่า เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้า การส่งออกที่ชะลอตัว และการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอ

โดยอ้างอิงการปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกระทรวงการคลังที่เหลือ 2.4% ในปี 2567 จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 2.8% ดังนั้น จึงเป็นการจำกัดการปรับตัวดีของกำไรในกลุ่มธนาคารด้วย

shutterstock 571470571

Fitch เชื่อว่าการฟื้นตัวของกำไรได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว และมีโอกาสค่อนข้างจำกัดที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร หรือค่าใช้จ่ายในการกันสำรอง จะปรับตัวดีขึ้นอีก

สำหรับประมาณการ Loan growth ปรับลดลงเหลือ 3% จาก 5% ส่วน NPL คาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.5% ในปีนี้ จาก 3.3% ในปีที่แล้ว แต่ข้อดีคือกลุ่มธนาคารมี Coverage ratio สูง 173% ในไตรมาส 1/2567 และ Common equity Tier 1 ที่ 16%

อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารไทยจะหาโอกาสการเติบโตจากการรุกธุรกิจ Non-bank และการขยายไปต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งในทางกลับกันก็อาจกระทบความเสี่ยงของธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ในระยะยาวสภาพแวดล้อมของการเติบโตที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความท้าทายเชิงกลยุทธ์ต่อธนาคารไทย 

มุมมองต่อหุ้นแบงก์

บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันกับ Fitch และคาดการณ์ว่ากำไรของกลุ่มธนาคารในปี 2567 นี้จะเติบโตต่ำเพียงที่ระดับ 1% พร้อมทั้งยังคงมุมมองเชิงลบต่อกลุ่มธนาคารเช่นเดิม

ก่อนหน้านี้ บล.กสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ว่าหุ้นธนาคาร “อยู่ในโหมดพักตัว” เนื่องจากความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีอยู่ คาดว่า ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) อาจเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้าจากการก่อหนี้เสีย (NPL) ที่สูงขึ้นในไตรมาส 1/2567 หากอิงจากความสัมพันธ์ในอดีตของการก่อ NPL ใหม่ และ credit cost อาจส่งผลให้ credit cost สูงขึ้นในไตรมาส 2-3/2567

นอกจากนี้ เห็นสัญญาณเตือนเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี 2567 จากสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML) ของสินเชื่อโดยรวมตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด 

อีกทั้งการลดต้นทุนของธนาคารทำได้ค่อนข้างยาก คาดว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารในช่วงทศวรรษที่ 2020 จะอยู่ที่ประมาณกลาง ๆ 40 และจะไม่เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรของกลุ่มธุรกิจนี้ เหมือนในช่วงทศวรรษที่ 2010 เพราะอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 44% ในปี 2566 จากต่ำสุดที่ 41% ในปี 2563 จากค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะด้านการตลาด

shutterstock 318910229

สำหรับปัจจัยบวกจะอยู่ที่ในฝั่งการฟื้นตัวของการเติบโตของสินเชื่อ แม้ว่าการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มธนาคารในไตรมาส 1/2567 จะลดลงจากการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจาก

  • สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อภาครัฐที่สูงขึ้น
  • การเติบโตของจีดีพี ที่คาดว่าจะดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2567
  • สินเชื่อที่อยู่อาศัยคาดว่าจะสูงขึ้น เนื่องจากคาดว่าโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จแล้ว และมูลค่า backlog จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2/2567 เป็นต้นไป

สรุปแล้ว ยังคงมุมมองเชิงลบต่อกลุ่มธนาคาร โดยมองว่าทั้งกลุ่มธนาคารยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การก่อ NPL ใหม่ที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันด้านต้นทุนจากงบลงทุน (Capex) ด้าน digital transformation และการเติบโตของกำไรที่คาดว่าจะชะลอตัวที่ 1% ในปี 2567

อ่านข่าวเพิ่มเติม 

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo
แชร์วิธีคิด แบ่งปันความรู้ การเงิน การลงทุน