ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ของสหรัฐ ปิดซื้อขายวานนี้ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ “ดาวโจนส์” ปรับขึ้น 52.79 จุด หลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระหว่างวัน ขานรับดัชนีราคาผู้บริโภค ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด เหตุนักลงทุนยังกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจระยะยาวของสหรัฐ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 35,176.15 จุด เพิ่มขึ้น 52.79 จุด หรือ +0.15% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 4,468.83 จุด เพิ่มขึ้น 1.12 จุด หรือ +0.03% และดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ 13,737.99 จุด เพิ่มขึ้น 15.97 จุด หรือ +0.12%

กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคม ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.2% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.3% และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.7% เมื่อเทียบรายปี และปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน
กระทรวงแรงงานสหรัฐ ยังเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 21,000 ราย มาอยู่ที่ 248,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 230,000 ราย
ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 231,000 ราย และจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 8,000 ราย มาอยู่ที่ระดั 1.684 ล้านราย
การลดต่ำกว่าคาดของดัชนี CPI และตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาด ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่นักลงทุนหวังว่า จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ในช่วงแรก นักลงทุนขานรับดัชนี CPI ทั่วไปที่ออกมาต่ำกว่าคาด แต่หลังจากนักลงทุนพิจารณาตัวเลขดัชนี CPI พื้นฐานก็พบว่า ดัชนียังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งมุมมองดังกล่าวส่งผลให้ตลาดลดช่วงบวก

ขณะที่นางแมรี ดาลี ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก ออกมาแสดงความเห็นหลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนี CPI ว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อกำลังเคลื่อนไหวในทิศทางที่เหมาะสม แต่เธอมองว่าข้อมูลเงินเฟ้อจำเป็นต้องมีความคืบหน้ามากกว่านี้ ก่อนที่เธอจะรู้สึกมั่นใจว่า เฟดได้ดำเนินนโยบายคุมเข้มมากเพียงพอแล้ว
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ปรับตัวลงหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 4%
นักลงทุนยังจับตาข้อพิพาทด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามในคำสั่งควบคุมการลงทุนในประเทศจีน ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) โดยคำสั่งดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลจีน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘ฟิทช์’ หั่นอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐ ชี้ ‘คลังถดถอย-หนี้จ่อพุ่ง’
- ส่องกลยุทธ์ลงทุนหุ้นเดือน ส.ค. ปักหมุด 8 หุ้นเด่น ลุ้นแนวต้าน 1,610 จุด
- ‘ทรีนีตี้’ แนะทิศทางการลงทุนเดือนส.ค. กลุ่ม รพ.หุ้นปลอดภัย-โรงกลั่นเกาะจังหวะสวิงขึ้น