การปั้น S-Curve ใหม่ของ BEM ปูทางอนาคต 30 ปี กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
ทุกคนรู้จักหุ้น BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กันดีในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย โดยมีธุรกิจหลัก 2 ด้าน ได้แก่ ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า MRT รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง และธุรกิจทางด่วนที่บริษัทมีสัมปทานทางด่วนหลายสาย รองรับการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ความน่าสนใจของ BEM อยู่ที่การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าและผู้ใช้บริการทางด่วน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเมืองและพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญของ BEM คือข้อจำกัดด้านสัมปทานที่ต้องได้รับการต่ออายุ รวมถึงการควบคุมค่าโดยสารและค่าผ่านทางที่อาจส่งผลต่อรายได้ในอนาคต
BEM ต้องการสร้าง S-Curve ใหม่
S-Curve ใหม่อันแรกของ BEM คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทได้รับสัมปทาน 30 ปี สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทางรวม 35.9 กิโลเมตร จำนวน 28 สถานี แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ส่วนตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-สุวินทวงศ์) ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร มี 17 สถานี ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ส่วนฝั่งตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กม. จำนวน 11 สถานี

BEM หมายมั่นให้รถไฟฟ้าสายสีส้ม เป็นตัวปลดล็อกศักยภาพการเติบโตในอนาคต เพราะจะช่วยหนุนปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่มีการเชื่อมระหว่างกัน ณ สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทำให้ถึงจุดคุ้มทุน (Breakeven) และเริ่มทำกำไรได้เร็วขึ้น หลังแบกภาระขาดทุนมานาน ทั้งนี้อายุสัมปทานของสายสีน้ำเงินจะหมดในปี 2593
ในแผนการดำเนินงาน คาดว่าจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออก ภายในเดือนพฤษภาคม 2571 ขณะที่ช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) จะแล้วเสร็จในปี 2573 จะช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารและสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัท
นอกจากธุรกิจรถไฟฟ้าแล้ว BEM ยังมีแผนขยายธุรกิจทางด่วนผ่าน “โครงการทางด่วนชั้นที่ 2” หรือ Double Deck โดยบริษัทได้เจรจา กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน จนถึงปี 2601 แลกกับการลงทุนก่อสร้างทางด่วน Double Deck มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท
โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร ลดปัญหารถติด และอาจนำไปสู่การลดค่าผ่านทางบางเส้นทางจาก 90 บาท เหลือ 50 บาทต่อเที่ยว เป็นข้อเสนอจากกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม หาก BEM ต้องลดค่าผ่านทาง บริษัทจะได้รับการปรับส่วนแบ่งรายได้จากรัฐเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 50%
แนวทางปี 2568 BEM คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นมากกว่า 3% หนุนมาจาก
1. อัตราเติบโตของรายได้ MRT ที่ 7-8% เทียบกับที่เติบโตขึ้น 8% ในปี 2567 และประมาณการทั้งก่อนและหลังทบทวนของเราที่ 6%
2. รายได้ทางด่วนที่คาดจะทรงตัว YoY เทียบกับที่ทรงตัว YoY ในปี 2567 และคาดการณ์หลังทบทวนที่ 3% ขณะที่หลังทบทวนทรงตัว YoY
3. อัตราเติบโตของพัฒนาการเชิงพาณิชย์ที่ 5% เทียบกับที่เติบโตขึ้น 10% ในปี 2567 และคาดการณ์ทั้งก่อนและหลังทบทวนของเราที่ 5%
ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเติบโตของจำนวนรถยนต์ ที่ใช้ทางด่วนจะกลับมาอยู่ระดับปกติที่ 2-3% หลังก่อสร้างถนนใกล้ดาวคะนองแล้วเสร็จในปี 2568 จึงคาดว่ากำไรสุทธิของ BEM จะเติบโตขึ้นหลักหน่วยระดับกลางในปี 2568-2570 หนุนจากจำนวนเที่ยวโดยสารที่มากขึ้น
แต่คาดจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นมากจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้, สายสีส้มฝั่งตะวันออก และการจ่ายเงินชดเชยให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยในปี 2571 รวมไปถึงการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งสายในปี 2573

ดังนั้น แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น BEM ที่ราคาเป้าหมาย 10.85 บาทต่อหุ้น โดยมีมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นต่อจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้ทางด่วนด้วย CAGR ที่ 5.8% และ 1.6% ตามลำดับ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ปี 67 BEM กำไรแข็งแกร่ง 3,768 ล้านบาท รายได้โตทะลุเป้า ลุยจ่ายปันผลเพิ่ม
- BEM ร่วมกับ กทพ. ทดลองเปิดใช้ช่อง Easy Pass จำนวน 4 ด่านของทางพิเศษศรีรัช
- ‘BEM NEW HORIZONS’ สร้างโอกาสอย่างยั่งยืน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook : https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X : https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram : https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg
