Finance

‘เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง’ แนะลูกค้า เร่งวางแผนภาษี รับมือ ‘แชร์ข้อมูลภาษี’ ระหว่างประเทศ

“เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง” เดินหน้าตอกย้ำตำแหน่งผู้นำบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวเจ้าแรกในไทย จัดสัมมนา 2565-2566 Family Wealth Outlook หัวข้อ รู้ทันภาษีทรัพย์สินที่เปลี่ยนไป จัดการอย่างไรไม่ให้เสียประโยชน์ เพื่อให้ข้อมูลด้านภาษีทรัพย์สิน

​นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ถือเป็นผู้ให้บริการไพรเวทแบงก์รายแรกในไทยที่ส่งมอบ “บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว” (Family Wealth Planning Service) ซึ่งบริการนี้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าบุคคลสินทรัพย์ในด้านการเก็บรักษา (Wealth Preservation) และ การส่งต่อ (Wealth Transfer)

shutterstock 2118984362

ในอดีตการเก็บรักษา และการส่งต่อทรัพย์สินในครอบครัวไม่ยุ่งยาก และไม่ซับซ้อน เนื่องจากทั้งปริมาณของทรัพย์สิน และจำนวนของสมาชิกครอบครัวมีไม่มาก แต่ในปัจจุบัน ยังมีปัจจัยด้านภาษีในระดับโลก ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีจากความร่วมมือของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมไปถึงในไทย ที่มีทั้งภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก ภาษีการขายหุ้น และภาษีลาภลอย ที่ค่อย ๆ ทยอยมีผลบังคับใช้ อีกทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้การจัดเก็บและการส่งต่อทรัพย์สินซับซ้อนยิ่งขึ้น

​นายพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อลดช่องโหว่ของการเก็บภาษี รัฐบาลต่าง ๆ จึงพยายามที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งหลัก ๆ ก็คือการรับรู้แหล่งเงินได้ของผู้เสียภาษี ที่ดูจากทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องที่อยู่กับสถาบันการเงิน ที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ได้

S 163258375
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

ปัจจุบันมีระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี 2 ระบบ คือ

1. Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่สัญญา เป็นการรายงานข้อมูลแหล่งเงินได้ของผู้ถือสัญชาติอเมริกันไปยังสรรพากรสหรัฐ ซึ่งระบบนี้จะกระทบต่อคนไทยที่ถือสัญชาติอเมริกัน โดยประเทศคู่สัญญาจะเลือกแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสหรัฐ หรือไม่ก็ได้

​2. Common Reporting Standards (CRS) เป็นระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างสมาชิกในกลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ที่มีจำนวนสมาชิกกว่า 140 ประเทศ และไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิก เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลแหล่งเงินได้ ของคนที่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของประเทศคู่สัญญาระหว่างกัน

ในเดือนกันยายน 2561 ประเทศไทยได้เข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีของ OECD และในเดือนกันยายนปี 2566 กรมสรรพากรของไทยเริ่มส่งข้อมูลทางภาษีเต็มรูปแบบ เมื่อมีการออกกฎหมายลำดับรองเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีผ่านระบบ CRS จะส่งผลกระทบต่อคนไทย / บริษัทไทย ดังนี้

1. ภาษีเงินได้ สำหรับคนไทยที่มีเงินได้ในต่างประเทศ ไม่มีผลกระทบในเรื่องเสียภาษีแต่อย่างใด ในขณะที่บริษัทไทยที่มีรายได้ในต่างประเทศ ต้องนำมารวมเสียภาษีในไทย หากไม่นำมารวม กรมสรรพากรจะทราบข้อมูลทันที

2. ภาษีการรับมรดก สำหรับคนไทยที่ได้รับทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ เช่น บัญชีเงินฝาก หุ้น เงินลงทุน ต่าง ๆ เป็นมรดก ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการรับมรดกในไทย กรมสรรพากรจะทราบข้อมูลทันที ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่มีการรายงานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มีเพียงการรายงานข้อมูลทางการเงินเท่านั้น

3. การนำเงินได้ต่างประเทศกลับเข้าประเทศไทย ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนไทยที่มีเงินได้จากการทำธุรกรรมในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 1 ล้านดอลล่าร์/ครั้ง ต้องนำกลับเข้าประเทศไทยภายใน 360 วัน นับแต่วันทำธุรกรรม เว้นแต่มีการขอผ่อนผัน ถ้ามีการส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐของไทย ธปท. จะทราบทันที หากไม่นำกลับเข้ามาภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่มีการยื่นขอผ่อนผัน

ดังนั้น KBank Private Banking แนะนำให้ขอคำปรึกษา การวางแผนภาษีจากผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้เสียภาษีไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ของอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยมีกับประเทศคู่สัญญาต่างๆ ได้

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีทรัพย์สินและกฎหมายในประเทศไทย ที่ส่งผลต่อความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็น

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

จากการที่กรมธนารักษ์ประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่สำหรับรอบปี 2566-2569 โดยราคาประเมินเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งจะเริ่มต้นในปีหน้า จะกระทบต่อฐานภาษีที่ใช้คำนวณภาระภาษีของเจ้าของที่ดิน ซึ่งจะอิงตามราคาประเมินใหม่

การยกเลิกมาตรการปรับลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดิน 90% ที่ภาครัฐประกาศยกเลิกไปในปีนี้ รวมทั้งการยกเลิกการลดหย่อนจำนวนภาษีที่ดินฯ ที่ได้บรรเทา ตาม พ.ร.บ. บทเฉพาะกาลในปี 2566 ทำให้เจ้าของที่ดินต้องรับภาระภาษีที่ดินที่มากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับเจ้าของที่ดินในเขตกรุงเทพฯ ทาง กทม. อยู่ในระหว่างการศึกษาเกณฑ์การรับที่ดินจากเอกชน เพื่อจัดทำสวนสาธารณะ สนามกีฬาเพื่อผลประโยชน์ทางด้านภาษีแก่เจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ดี ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ทำการเกษตรในเขตกรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน

ภาษีลาภลอย

การจัดเก็บจากมูลค่าที่ดินและห้องชุดที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามแนวก่อสร้างโครงการคมนาคมพื้นฐานของรัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ท่าเรือ สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ และโครงการอื่น ๆ ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร โดย ครม. มีมติอนุมัติร่างพ.ร.บ. ภาษีการได้รับประโยชน์นี้ ตั้งแต่ปี 2561 แต่ยังไม่ได้บังคับใช้ อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มจะนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

ภาษีมรดก

การจัดเก็บภาษีมรดกจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเจ้าของมรดกเสียชีวิตไปแล้ว ในกรณีที่มรดกมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท โดยจะเรียกเก็บจากผู้รับมรดก ยกเว้นในกรณีที่ผู้รับมรดกเป็นคู่สมรส

แต่ในกรณีที่เป็นบุพการี หรือ ผู้สืบสันดานจะเสียในอัตรา 5% ในขณะที่บุคคลอื่นเสีย 10% โดยทรัพย์สินที่จะถูกเรียกเก็บภาษีจะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน อาทิ อสังหาริมทรัพย์ บัญชีเงินฝากทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

ภาษีการให้/รับให้

กฎหมายได้ระบุการให้โดยไม่ต้องเสียภาษีไว้ โดยแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ พ่อแม่ให้ลูก มูลค่าไม่เกิน 20 ล้านต่อปี โดยลูกสามารถรับโอนอสังหาฯ จากพ่อและแม่ รวมกัน 40 ล้านบาทต่อปี  และ สังหาริมทรัพย์ ในกรณีที่พ่อแม่ให้ลูก มูลค่าไม่เกิน 20 ล้านต่อปี และรับโอนสังหาริมทรัพย์ จากบุคคลอื่น ตามโอกาสพิเศษ มูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เกินจะต้องเสียภาษีที่อัตรา 5%

ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งต่อทรัพย์สินในครอบครัว ไม่สร้างภาระให้กับผู้รับมอบ KBank Private Banking แนะนำให้เจ้าของทรัพย์สินวางแผนการส่งต่อ เช่น ทยอยส่งมอบทรัพย์สินให้มูลค่าไม่เกินที่กฎหมายกำหนด การทำพินัยกรรมโดยระบุการส่งมอบให้ไปถึงรุ่นหลาน การคงทรัพย์สินไว้ในกองมรดก

เนื่องจากหากไม่มีการแบ่งออกจากกองมรดก ภาษีก็ยังไม่เกิด แต่ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในเรื่องดอกผลของทรัพย์มรดก ว่าถือเป็นมรดกหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา รวมไปถึงการใช้เครื่องมืออย่างทรัสต์ต่างประเทศ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต เป็นต้น

S 163258377
พีระพัฒน์ เหรียญประยูร

ภาษีการขายหุ้น

เป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ เก็บจากธุรกรรมจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ขาย หรือ 0.11 % รวมภาษีท้องถิ่น โดยโบรกเกอร์หักจากรายได้จากการขาย และนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน แทนผู้ขาย โดยภาษีการขายหุ้นนี้ได้รับการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2534

ทั้งนี้ KBank Private Banking คาดว่าช่วงเวลานี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ที่ภาษีนี้จะกลับมามีผลบังคับใช้

นายพีระพัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า การพัฒนาของระบบการจัดเก็บภาษีที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งระบบไอทีแพลตฟอร์มที่ทันสมัย ที่ได้รับการพัฒนา และนำมาใช้แทนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานจัดเก็บภาษีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ช่องโหว่ในการเลี่ยงหรือหลบภาษีน้อยลง

อย่างไรก็ตาม KBank Private Banking มองว่าการกระจายทรัพย์สิน หรือการลงทุนไปในต่างประเทศ ยังเป็นทางเลือกที่ดีในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนอยู่ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเรื่องภาษีทรัพย์สิน และกฎหมายในประเทศไทย ที่อาจจะกระทบต่อความมั่งคั่ง หากไม่มีการวางแผนให้ดีทรัพย์สินที่มีมากมาย อาจสร้างภาระทางด้านภาษีที่หนักอึ้งให้แก่ลูกหลาน

ดังนั้น KBank Private Banking จึงแนะนำให้ลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงที่มีภาระทางภาษีมากกว่าคนทั่วไป เลือกการบริหารและวางแผนภาษีแทนการหลบภาษีหรือปิดบังข้อมูลแหล่งเงินได้ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อวางแผนการบริหารภาษีและสินทรัพย์ของครอบครัว โดยคำนึงถึงต้นทุนทางภาษีที่ต้องแบกรับ และวางแผนป้องกันพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม และที่สำคัญคือควรรีบลงมือทำ

ผู้ที่สนใจรับชมงานสัมมนา รู้ทันภาษีทรัพย์สินที่เปลี่ยนไป จัดการอย่างไรไม่ให้เสียประโยชน์ ย้อนหลัง สามารถรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Oj4fTx95cU8&t=2s

อ่านข่าวเพิ่มเติม