Finance

‘KBank Private Banking’ มองเศรษฐกิจโลกปี 65 โตช้าลง แนะลงทุน ‘สินทรัพย์นอกตลาด’

“KBank Private Banking” คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้ ยังคงเติบโตแต่ในอัตราที่ชะลอลง เชื่อ ‘โอไมครอน-เงินเฟ้อ-นโยบายเฟด’ กระทบตลาดลงทุนเพียงชั่วคราว แนะลงทุน “หุ้นคุณค่า/วัฏจักร” และ “สินทรัพย์นอกตลาด” หวังเพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ตลงทุน

KBank Private Banking ร่วมกับ Lombard Odier พันธมิตรทางธุรกิจ ไพรเวทแบงก์ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ จัดงานสัมมนาออนไลน์ ในหัวข้อ “The Cycle is  Maturing” วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก พร้อมให้คำแนะนำในการลงทุน คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ ยังคงเติบโตแต่ในอัตราที่ชะลอลง และยังมีอีกหลายประเด็นความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบกับการลงทุน

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่าน การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ส่งผลให้ราคาหุ้นทั่วโลกปรับลดลง แต่ตลาดหุ้นก็กลับมาฟื้นตัวได้ดี เนื่องจากโอไมครอนระบาดง่ายแต่อาการไม่รุนแรง จำนวนผู้ป่วยหนักที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล และเสียชีวิตน้อย ทำให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจำกัด

shutterstock 410963491

ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมจากดัชนีหุ้นโลก MSCI All Country World Index ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่บวก 18.5% ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดตลอดกาล

สำหรับในปีนี้ ธนาคารยังมองว่าเศรษฐกิจโลกจะยังเติบโตได้ราว 3-4% เนื่องจากภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ ๆ ทั่วโลก ทั้งด้านการค้า การผลิต การบริโภค การเดินทาง ยังอยู่ในเกณฑ์ดี กลับเข้าสู่การขยายตัวในระดับปกติ ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นความเสี่ยงอีกหลายปัจจัยที่อาจจะส่งผลลบต่อภาคการลงทุน

  • เงินเฟ้อสหรัฐ

ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 7% จนเกิดความกังวลว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ถ้าหากปัญหาคอขวดอุปทานไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้

หากเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเข้มงวดนโยบายเร็วกว่าที่ประเมินไว้ และอาจบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง และมาตรการควบคุมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ

  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งประเด็นไต้หวัน อิหร่าน การเลือกตั้งในฝรั่งเศส ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ กับประเทศอื่น ๆ

ทางด้านนางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head ธนาคารกสิกรไทย แสดงความเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ประสบกับภาวะเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จนเกิดความกังวลว่า เงินเฟ้อสูง จะไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว (Transitory) อีกต่อไป

อย่างไรก็ดี Lombard Odier คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงในปีนี้ จากระดับสูงที่ 7% ในช่วงปลายปี 2564 โดยปัจจัยที่กดดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจะคลี่คลายลง ได้แก่

  • การจัดหา (Supply)

เริ่มขยายตัวมากขึ้น จากการคลี่คลายของ 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัญหาคอขวดห่วงโซ่อุปทาน ที่เกิดจากมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั้งด้านการขนส่ง และปัญหาการขาดแคลนสินค้า เริ่มมีการผ่อนคลาย และ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลง

  • ความต้องการซื้อ (Demand)

มีแนวโน้มขยายตัวลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อ ที่เคยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Pent-up demand) หลังการเปิดเมือง ค่อย ๆ หมดไป และ มาตรการเยียวยาขนานใหญ่ที่รัฐบาลต่าง ๆ อัดฉีดเงินสู่มือประชาชนจบลงไปแล้ว

S 135888983
ศิริพร สุวรรณการ

Lombard Odier ยังมองว่า เฟด ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (Hawkish) น้อยกว่าการคาดการณ์ของตลาด ที่ประเมินว่าเฟด จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ถึง 4 ครั้ง โดยเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือนมีนาคม ในขณะที่ทาง Lombard Odier คาดว่า เฟด จะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2-3 ครั้งในปีนี้ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ

โดยจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2566 และ Lombard Odier ยังเชื่อว่าแม้ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ก็จะไม่บั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะยังมีต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำ หลังจากที่ผ่านมามีการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด19

ด้านภาพรวมของจีนในปีนี้จะแตกต่างกับสหรัฐ โดยเศรษฐกิจจีนสามารถฟื้นตัวได้ก่อน จีนจึงเข้าสู่ภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวก่อน ทำให้นโยบายการเงินและการคลังของจีนผ่อนคลาย แตกต่างจากในสหรัฐ ที่เริ่มถอนสภาพคล่อง

เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ธนาคารกลางจีน (พีบรโอซี) ได้ลดอัตราเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) 0.5% และลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.05% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ปีนี้จีนจะผ่อนคลาย

  • นโยบายการคลัง

คาดว่า จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา แม้จะไม่ใหญ่เท่ากับช่วงวิกฤติโควิด 19 แต่จะเป็นนโยบายแบบตรงจุดไปยังอุตสาหกรรมเป้าหมายเท่านั้น เพื่อไม่ให้ระดับหนี้สูงขึ้น

ช่วงที่ผ่านมาจีนได้มีการออกพันธบัตรรัฐบาลเยอะขึ้นเพื่อนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และนอกจากนั้นช่วงไตรมาส 4 ยังมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะมีการโหวตให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 3 และจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศอีก 7 ตำแหน่ง

S 135888982
ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ

ก่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมือง รัฐบาลมักจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ในขณะที่ข้อบังคับที่เข้มงวดที่กดดันตลาดหุ้นจีนในปีที่ผ่าน คาดว่าจะเบาลงในปีนี้ โดยจะเน้นไปที่การบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ออกมาปีที่แล้วมากกว่าออกกฎเกณฑ์ใหม่ๆ

ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director-Private Banking Business Head ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา นับเป็นปีที่ดีของตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ (ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ) ที่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุด ที่ 28% หนุนโดยกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี และการเงิน สำหรับกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุนในปี 2565 ได้แก่

ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น Lombard Odier ก็ยังคงมีมุมมองบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ แต่อย่างไรก็ดี การคัดเลือกภูมิภาคหรือกลุ่มอุตสาหกรรม จะเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในปีนี้ หลังมูลค่าหุ้นในบางตลาดอาจจะแพงเกินไปแล้ว

โอกาสที่หุ้นทุกตลาดจะปรับตัวขึ้นได้ดีเหมือนปีที่ผ่านมา อาจจะมีความเป็นไปได้ที่น้อยลง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) และหุ้นคุณค่า (Value Stock) มากกว่า เพราะมักจะได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อขาขึ้น และบอนด์ยีลด์ขาขึ้น เช่น หุ้นกลุ่มการเงิน และหากดูตามภูมิภาค แนะนำเน้นลงทุนในยุโรป และญี่ปุ่น ที่คาดว่านโยบายการเงินจะผ่อนคลายตลอดปี ต่างจากสหรัฐที่กำลังเข้มงวด

ด้านตราสารหนี้ Lombard Odier แนะนำให้ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) เนื่องจากให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ไม่สามารถชดเชยราคาที่จะถูกกดันจากบอนด์ยีลด์ขาขึ้นได้ และเลือกลงทุนในหุ้นกู้เอกชนในเอเชียที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ (High Yield) และพันธบัตรรัฐบาลจีนให้ผลตอบแทนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

พิ่มสัดส่วนเงินสดในพอร์ต เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดที่สูงขึ้น หากตลาดมีการปรับฐานก็สามารถใช้โอกาสการเข้าซื้อในราคาที่ต่ำลง

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

นายจิรวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า ธนาคารยังคงแนะนำกระจายการลงทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ผ่านกองทุนผสม เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตลง ทั้งกองทุน K-GA, K-GINCOME, K-GREAT, K-ALLROAD และ K-ALLGROWTH

อีกทั้งยังคงปรับกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ โดยนอกเหนือจากคำแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างหุ้น และตราสารหนี้แล้ว ธนาคารยังแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น กองทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity Fund) และ หนี้ภาคเอกชน (Private Debt) ที่ราคาจะไม่ผันผวนตามตลาด

แต่มูลค่าเงินลงทุนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานจริง ๆ รวมถึงตราสารหนี้ควบอนุพันธ์ (KIKO) ที่อ้างอิงกับตะกร้าหุ้นไทย และหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรายเดือนสม่ำเสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจให้กับพอร์ตการลงทุนของลูกค้าได้ในปี 2565 นี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม