
ดัชนีหุ้นไทยอยู่ในช่วงของการปรับฐาน และเคลื่อนไหวผันผวนแรง โดยจะปรับขึ้นลงประมาณ 20-30 จุดต่อวัน แรงซื้อหรือขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีโอกาสแกว่งตัวขาลงมากกว่าขาขึ้น แต่หุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งบริษัทเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ของประเทศ โดยมีโรงพยาบาลเครือข่ายในไทยและกัมพูชา ดำเนินการภายใต้ชื่อโรงพยาบาล 6 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบี เอ็น เอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล นอกจากนี้เครือข่ายของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ยังรวมถึงธุรกิจที่ให้การสนับสนุนด้านการแพทย์ เป็นหุ้นที่ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน และราคาหุ้นคงแข็งแกร่ง ซึ่งราคาที่ซื้อขายกันตอนนี้ ยังสามารถรักษาระดับใกล้นิวไฮรอบ 15 เดือนได้อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดพบว่า “กานต์ ตระกูลฮุน” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ในแบบรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร โดยวันที่ 2 เม.ย.2561 ได้ทำรายการซื้อหุ้น BDMS จำนวน 170,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 23.40 บาท มูลค่ารายการรวม 3.97 ล้านบาท
การที่ “กานต์” เข้ามาซื้อหุ้น BDMS ถือเป็นครั้งแรกที่เข้ามาซื้อหุ้น นับตั้งแต่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร BDMS ในฐานะกรรมการอิสระตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2560 และตลอด 3เดือนที่ผ่านมา ยังไม่เคยซื้อหุ้นดังกล่าว
เมื่อย้อนไปสำรวจจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ตั้งแต่ปี 2559 หลังจากที่ “กานต์” พ้นตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเอสซีจีแล้ว เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทยอีก 4 แห่ง และยังคงนั่งบริหารในตำแหน่งกรรมการในเอสซีจีต่อไป

ปัจจุบัน “กานต์” ดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารของบริษัทจดทะเบียน เริ่มจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ตำแหน่งกรรมการอิสระ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 2559 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการอิสระ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2559 และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ในตำแหน่งกรรมการอิสระ ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2560ล่าสุดก็คือ BDMS
สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้น BDMS ตั้งแต่ต้นปี 2561 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.44% จากราคา 20.90 บาท และราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 23.80 บาท ในวันที่ 2 เม.ย. 2561 และราคาเฉลี่ยอยุ่ที่ 22.03 บาท
ดังนั้นการที่ “กานต์” ได้ซื้อหุ้นในราคา 23.40 บาท ซึ่งเป็นราคาใกล้นิวไฮนั้น อาจเป็นสัญญาณสะท้อนอนาคตของหุ้น BDMS ได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งโบรกเกอร์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยได้คาดการณ์กำไรหลักในไตรมาส 1 ปี 2561จะฟื้นตัว เป็น 2.3 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น16%จากงวดเดียวกันของปีก่อน,เพิ่มขึ้น12%จากไตรมาส4 ปี2560) โดยคาดว่ารายได้ไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 13% จากงวดเดียวกันปีก่อน และ 5% ไตรมาส 4 ปี 2560 อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วยเป็น 31.0% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ จากแรงสนับสนุนมาจากการแพร่ระบาดของโรค ทั้งท้องร่วง และไข้หวัด ทำให้มีความต้องการรักษามาก การฟื้นตัวของจำนวนคนไข้ต่างประเทศ อีกทั้งฐานปีที่แล้วคือไตรมาส 1 ปี 2560 ก็เป็นฐานกำไรเปรียบเทียบที่ต่ำ ซึ่งช่วงนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคน้อย ด้านอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น เพราะอัตราการใช้ความสามารถในการให้บริการ (utilization rate) สูงขึ้น
ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำเป็นถือ ด้วยราคาพื้นฐานที่ 22.00 บาท และมีการปรับเพิ่มประมาณการรายได้ให้เติบโตเพิ่มดีขึ้น สะท้อนไตรมาส 1 ปี 2561 ที่ดีกว่าคาดและการฟื้นตัวของคนไข้ต่างประเทศ คาดว่ากำไรหลักตลอดปี 2561 เติบโตดีเป็น 14.2%จากงวดเดียวกันปีก่อนเทียบกับปี 2560 และปีนี้ดีขึ้น ส่วนอัตราการเติบโตเฉลี่ย CAGR ระหว่างปี 2560-63 ก็อยู่ในเกณฑ์ดีเป็น 14% แต่ในแง่การประเมินมูลค่าหุ้นพบว่าเข้าเกณฑ์แพง P/E ปี 2561 สูงเป็น 40 เท่าแล้ว
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า ในปีนี้การดำเนินงานจะปรับตัวเด่นกว่าประเมินก่อนหน้า หลักๆจากมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งจากการระบาดของไวรัสโรต้า (โรคท้องร่วง) ต่อเนื่องจากเมื่อช่วงปลายปี และโรคไข้หวัดใหญ่ บวกกับมีผู้ป่วยต่างชาติเข้าใช้บริการมากขึ้นเพิ่มกลุ่มลูกค้า Insurance ใหม่ๆ จากการร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพ และคาดรพ.ใหม่ราว 1-2 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งจะพลิกกลับมามี EBITDA Margin เป็นบวก
ขณะที่บริษัทมีเลื่อนเปิด BDMS Wellness Clinic ส่วน OPD ออกไปเป็นไตรมาส 3 ปี 2561 (จากเดิมที่คาดจะเปิดในต้นปี 2561) ทำให้การดำเนินงานถูกกดดันน้อยลง บวกกับคาดบริษัทจะมีต้นทุนการเงินลดลงจากปีก่อนหน้าอีกราว 200-300 ล้านบาท จากการปรับสมมติฐานการเงินบางส่วน ทำให้ทางฝ่ายปรับภาพรวมรายได้กิจการรพ.ปี 2561 ขึ้นเป็น 74,501 ล้านบาท (เดิมคาด 73,516 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7.8%จากงวดเดียวกันปีก่อน และปรับกำไรขึ้น 4%ที่ 8,683 ล้านบาท (เดิมคาด 8,387 ล้านบาท ) ลดลง 15%จากปีก่อน (จากปีก่อนหน้ามีกำไรจากขายเงินลงทุนใน BH จำนวน 2.2 พันล้านบาท ทว่าหากไม่นับรวมกำไรพิเศษดังกล่าว กำไรปกติปี 2561 จะเพิ่มขึ้น 8.3%จากปีก่อน)
สำหรับแผนโครงการอื่น i) BDMS Wellness Clinic ในส่วน IPD เลื่อนเปิดเป็นต้นปี 62 (จากเดิมคาดจะเปิดในปลายปี 61 เหตุงานก่อสร้างมีความล่าช้า) ii)Phoenix project มีเพิ่มรพ.กรุงเทพระยอง (BRH) เข้าในศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศ (Center of Excellence) เพื่อรองรับศักยภาพการเติบโตในตลาด EEC ทำให้บริษัทมีรพ.เครือข่ายหลักรวมเป็น 10 แห่ง หากทั้งจะเน้นให้บริการด้านอุบัติเหตุ (THAUMA) มะเร็ง (CANCER) หัวใจ (HEART) และ สมอง (NEURO) โดยคาดจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในครึ่งปีหลังของปี2562 และเป้าหมายรพ.เครือข่าย 50 แห่ง (จากปัจจุบันมี 45 แห่ง ) จะทยอยเปิด เช่น รพ.กรุงเทพเชียงราย คาดจะเปิดในไตรมาส 3ปี2561 และ รพ.กรุงเทพอินเตอร์ คาดจะเปิดในปี 2563
จากการประเมินของโบรกเกอร์ ดูแล้วหุ้น BDMS น่าจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวมากกว่า