Finance

‘หุ้นไทยปี 63’ บล.ทิสโก้ ชี้มีโอกาศแตะ 1,700 จุด


บล.ทิสโก้ ชี้หุ้นไทยไตรมาส 1 สดใส เล็งเป้าดัชนีที่ 1,600 จุด ปัจจัยบวกเพียบ แนะทุกการย่อตัวของดัชนี เป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นปันผลในดัชนี SET HD เพิ่ม ส่วนระหว่างปี 2563 มีโอกาสขึ้นแตะ 1,700 จุด หลังราคาหุ้นยังถูก  คาดกำไรบจ. เติบโต 8% 

หุ้น1033

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด  เปิดเผยว่าในปี 2562  ตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทนประมาณ 24% ผลบวกจากธนาคารกลางสำคัญๆ กลับมาใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพื่อรองรับความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (MSCI DM Index) ให้ผลตอบแทน 25% ดีกว่าตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ (MSCI EM Index) ที่ให้ผลตอบแทน 15%

สำหรับตลาดหุ้นไทยกลับให้ผลตอบแทนเพียง 1% อยู่ในอันดับท้ายๆ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยหดตัวเป็นปีที่สองติดต่อกัน และมากกว่าที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ที่กดดันกำไรของหุ้นในกลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งการตั้งสำรองพนักงานเกษียณอายุตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ การปรับตัวเพื่อรองรับการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ และปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ

คุณอภิชาติ
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

ในปี 2563 บล.ทิสโก้ มีมุมมองตลาดหุ้นไทยแบบ ‘เชิงบวกอย่างระมัดระวัง’ คาดว่าในไตรมาสที่ 1/2563 ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น มีโอกาสทะลุ 1,600 จุดได้ จากปัจจัยบวกหลายประการ

ประการที่ 1 ปัจจัยกดดันต่างประเทศคลี่คลาย ทั้งประเด็นสหรัฐ และจีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟส 1 และกระบวนการ Brexit น่าจะราบรื่นเป็นผลดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2563

ประการที่ 2 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารสำคัญๆ ทั่วโลกจะอยู่ในระดับนี้ไปตลอดทั้งปี 2563 ประกอบกับธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มดำเนินมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ  นโยบายการเงินดังกล่าวเป็นผลดีต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม

ประการที่ 3 แนวโน้มราคาน้ำมันน่าจะสูงขึ้นในระยะสั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะแตะระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 3 เดือน หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และพันธมิตร (OPEC+) ตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มอีก 5 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาสที่ 1/2563  จะเป็นผลดีต่อแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนใน ไตรมาสที่ 4/2562 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 1/2563

ประการที่ 4 คาดว่างบประมาณประจำปี 2563 ของไทยจะมีผลบังคับใช้ปลายเดือนมกราคม ซึ่งบล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะทำให้ รัฐบาลมีเม็ดเงินงบประมาณในมือกว่า 2.2 แสนล้านบาท สำหรับการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเด็นนี้น่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้

ประการสุดท้าย จาก ข้อมูลเชิงบวกทางสถิติ บ่งชี้ว่าไตรมาสที่ 1 ของทุกปีนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 6.2% ในทุกๆ ปี เพราะนักลงทุนมักจะเข้าซื้อเพื่อหวังเงินปันผล และช่วงต้นปีนักลงทุนมักมองการเติบโตเศรษฐกิจ รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนในแง่บวกเสมอ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึง “Earning Yield Gap”  เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้วัดความน่าสนใจของตลาดหุ้นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร พบว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพงที่ประมาณ 3.2-3.3%  เป็นระดับค่าเฉลี่ยในระยะยาว หากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปี 2563 เป็นไปตามที่ บล.ทิสโก้ คาดว่าจะเติบโต 8%  จะ ทำให้ราคาหุ้นในอนาคตปรับเพิ่มขึ้นได้

เมื่ออิงจากระดับ Earning Yield Gap ที่ค่าเฉลี่ย 3.2% ตามข้างต้นแล้ว บล.ทิสโก้  มองว่าในปี 2563 มีโอกาสที่หุ้นไทยจะปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุดได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ

1. การเจรจาการค้าในเฟสถัดๆ ไป

2. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปลายปีนี้

3. แนวโน้มที่เม็ดเงิน LTF เก่าๆ จะเริ่มทยอยไหลออก

4. พัฒนาการทางการเมือง

5. การใช้ 6 มาตรฐานบัญชีใหม่เริ่มวันที่ 1 ม.ค.

เดือนมกราคม เริ่มต้นเข้าสู่ช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการ และจ่ายเงินปันผลประจำปี บล.ทิสโก้ยังชอบธีมหุ้นปันผลที่อยู่ในดัชนี SET HD ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว เนื่องจากราคาหุ้นมักจะปรับตัวมากกว่าตลาด (Outperform) เสมอในช่วงเดือน มกราคม-เมษายนของทุกปี

หุ้นที่ ‘บล.ทิสโก้’ แนะนำในเดือนมกราคมคือ AP, INTUCH, IRPC, KKP, SUSCO, TVO และ VNT  ทั้งนี้ หุ้น AP, INTUCH, IRPC และ KKP เป็นหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ที่อยู่ในดัชนี SET HD ขณะที่หุ้น SUSCO, TVO และ VNT เป็นหุ้นขนาดเล็กที่อยู่นอกดัชนี SET HD แต่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลดี

ดังนั้น บล.ทิสโก้ จึงมองทุกการย่อตัวของตลาดเป็นจังหวะในการสะสมหุ้นเพิ่ม เพื่อหวังผลการลงทุนในรอบ 3-4 เดือนข้างหน้า

ด้านแนวรับ และแนวต้านสำคัญของดัชนีหุ้นไทยเดือนนี้แบ่งออกเป็น 1,540 – 1,550 จุด หากผ่านได้จะมีแนวรับและแนวต้านถัดไปที่ 1,590 -1,600 จุด และ 1,640 – 1,650 จุด ตามลำดับ

ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight