Finance

มองโอกาสการลงทุน ‘หุ้นแบงก์’ 2568

มองโอกาสการลงทุน “หุ้นแบงก์” 2568 เมื่อ Downside Risk ยังอยู่ ต้องดูอะไร?

การลงทุนในธีมหุ้นธนาคารไทย (Banking Sector) ว่ากันว่าต้อง เข้าใจให้ลึก ก่อนจะกลัวให้มาก” เพราะช่วงต้นปี 2568 ดูจะไม่ง่ายนักสำหรับตลาดหุ้นไทย แม้หุ้นธนาคารจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาด แต่หลังจากนี้อาจจะเจอกับความผันผวนของเศรษฐกิจไทย ที่ถูกปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ลงเหลือแค่ 1.6% ต่ำที่สุดในอาเซียน จากการประเมินของธนาคารโลก 

เมื่อมองไปที่หุ้นกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอย่าง “กลุ่มธนาคาร” หลายคนจึงเกิดคำถามว่า ยุคทองของแบงก์ผ่านไปแล้วหรือไม่? แต่ก่อนจะมีข้อสรุปดังกล่าว บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า แท้จริงแล้วหุ้นธนาคารไทยกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ มีปัจจัยไหนที่ต้องเข้าใจ ก่อนตัดสินใจลงทุน สรุปจากบทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรม บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ณ เดือนพฤษภาคม 2568

หุ้นแบงก์

ประมาณการกำไรอ่อนแอลง

ไตรมาส 1/2568 กลุ่มธนาคารไทย มีกำไรรวม 65,960 ล้านบาท เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้ แต่คาดว่าแนวโน้มกําไรสุทธิจะลดลง ต่อเนื่องในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือ เนื่องจาก NIM จะลดลง และ ECL จะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรรวมของธนาคารไทยในไตรมาส 2/2568 จะอยู่ที่ประมาณ 60,490 ล้านบาท ปรัวตัวลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน YoY และปรับตัวลดลง  8% QoQ จากช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

แม้กำไรอาจลด แต่ยังจ่ายเงินปันผลในระดับเดิม

แม้คาดว่ากําไรจะลดลง แต่เชื่อว่าธนาคารส่วนใหญ่ (ยกเว้น KKP) จะสามารถจ่ายเงินปันผลในระดับเดิมได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตราส่วนความความเพียงพอของเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและความต้องการใช้เงินทุนน้อยลงท่ามกลางสินเชื่อที่ชะลอตัว 

ธนาคารส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2568 ที่น่าสนใจ เช่น SCB 8.77%, TISCO 7.89%, KBANK 7.52%, TTB 7.21% และ KTB 7.09% อย่างไรก็ตาม ยังมี Downside Risk ต่อ Dividend Per Share (DPS) หรือ เงินปันผลต่อหุ้น เนื่องจากความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้า

ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

แม้หลายฝ่ายกังวลถึงคุณภาพลูกหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อและรายย่อย แต่ข้อมูลจริงกลับสะท้อนภาพที่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด คาดว่า Credit Cost ของกลุ่มจะลดลง 6 bps ในปี 2568 ซึ่งรวมการปรับลด GDP เข้ามาแล้ว

แต่ก็ยังมีเรื่องน่ากังวลจาก NIM ลดลงแรง โดยคาดว่า NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 28 bps ในปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คือ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สู่ระดับต่ำสุดใหม่ และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

ส่วนอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อ แย่กว่าคาดในไตรมาส 1/2568 ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) ของเงินกู้ภายใต้มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” การกลับรายการดอกเบี้ยค้างรับของสินเชื่อที่กลับมาเป็น NPL อีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินเชื่อมามีสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนต่ำมากขึ้น แต่ยังคาดว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้น้อยกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

หุ้นแบงก์

หุ้นแบงก์ ไม่ได้เหมือนกันหมด ต้องเลือกให้เป็น

ธนาคารแต่ละแห่งมีโครงสร้างรายได้ พอร์ตสินเชื่อ และระดับความเสี่ยงที่ต่างกันมาก การเลือกลงทุนในกลุ่มนี้จึงต้องวิเคราะห์รายตัว ไม่ใช่เหมารวมทั้งกลุ่ม ข้อสังเกตสำคัญ คือแม้ปีนี้จะเห็นการหดตัวของกำไรในหลายแบงก์ แต่ก็เกิดจากการตั้งสำรองเชิงรุก และสภาวะเศรษฐกิจที่โตช้า มากกว่าความผิดพลาดเชิงโครงสร้าง ดังนั้น การเลือกหุ้นที่ตั้งรับได้ดี จึงสำคัญกว่าการตามกระแส

หุ้นแบงก์หลายตัวเทรดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV < 1 เท่า) แปลว่า Upside ยังเปิดกว้างหากเศรษฐกิจฟื้น Valuation ไม่แพง แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ได้มี Discount มากนัก รวมทั้ง Downside Risk ต่อคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้นอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องกลับไปทำการบ้านกันต่อ

อ่านข่าวเพิ่มเติม 

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo
แชร์วิธีคิด แบ่งปันความรู้ การเงิน การลงทุน