Stock - Finance

‘STGT’ รับมือยังไงดี เมื่อเจอวัฐจักรขาลง!!

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT  ถือว่าเป็นหุ้นที่มาพร้อมกับโควิด-19 ก็ว่าได้ โดยเข้าจดทะเบียนเสนอขายไอพีโอในช่วงกลางปี 2563 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างหนัก และยังเป็นเพียงไม่กี่ธุรกิจที่สร้างการเติบโต และได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากโควิด-19

เนื่องจาก STGT เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยมีโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังการผลิตมากกว่า 30,000 ล้านชิ้นต่อปี และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีความความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนในการบริหารจัดการวัตถุดิบและคุณภาพน้ำยาง เพราะเป็นบริษัทในกลุ่มศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางธรรมชาติแบบครบวงจรในประเทศไทย

ศรีตรังโกลฟส์

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาหุ้น STGT แรลลี่ขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าจดทะเบียน สามารถขึ้นไปพีคสุดๆ ประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2563 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ที่วิ่งทะลุ 1 แสนล้านบาท หลังจากนั้นในเดือนมกราคม 2564 บริษัทตัดสินใจแตกพาร์จากหุ้นละ 1 บาท เป็น 0.50 บาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ซึ่งก็กลายเป็นแรงส่งอีกรอบให้ราคาหุ้น STGT ค่อยๆ ขึ้นไปยืนในระดับสูงอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564

ศรีตรังโกลฟส์ เข้าสู่วัฐจักรขาลง

แต่อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่กลางปีที่แล้วเป็นต้นมา ราคาหุ้น STGT กลับอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนย้อนหลังในรอบ 1 ปี ณ เดือนพฤษภาคม 2565 ปรับตัวลดลงถึง 57.35% ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าธุรกิจถุงมือยางที่เคยเป็น “ดาวเด่น” เวลานี้ได้เข้าสู่ “วัฐจักรขาลง” แล้ว

STGT อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฎจักรธุรกิจ (Business Cycle) ผกผันขึ้นลงตามปัจจัยภาพนอก ซึ่งกรณีของธุรกิจถุงมือยางก็คือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลายกลับมาเป็นปกติ ทำให้ถุงมือยางไม่ได้เป็นสินค้าที่ขาดแคลนเหมือนเมื่อก่อน ประกอบกับการมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในประเทศจีน ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ถุงมือยางปรับลดลงมากทีเดียว

จากกำไรหลักหมื่นล้าน อาจเหลือหลักพันล้าน

ด้วยปริมาณการขายและราคาของถุงมือยางที่ปรับตัวลดลง ทำให้กระทบต่อทั้งรายได้และอัตรากำไรของบริษัท จึงคาดว่าผลการดำเนินงานของ STGT น่าจะดิ่งลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับตอนขาขึ้นช่วงปี 2563 – 2564
ปี 2563 รายได้รวม 30,692 ล้านบาท กำไรสุทธิ 14,400 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 46.92%
ปี 2564 รายได้รวม 48,019 ล้านบาท กำไรสุทธิ 23,704 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 49.36%

ศรีตรังโกลฟส์

ล่าสุด STGT รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2565 มีรายได้รวมอยู่ที่ 7,110 ล้านบาท ปรับลดลง 53.90% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท ปรับลดลง 84.70% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามราคาถุงมือยางในตลาดโลกที่มีอุปทานใหม่ทยอยเพิ่มขึ้น

บทวิเคราะห์ บล.เคทีบีเอสที ประเมินว่าภาพรวมปี 2565 บริษัทจะมีกำไรสุทธิเพียง 2,724 ล้านบาท คิดเป็นการปรับลดลงกว่า 89% จากปี 2564 พร้อมทั้งมีแนวโน้มจะปรับลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 เพราะราคาถุงมือยางยังคงลดลงต่อเนื่อง จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งในจีนและมาเลเซีย อีกทั้ง Demand หรือความต้องการซื้อถุงมือยางก็จะลดลงด้วย จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่น้อยลง

STGT ถือเป็นกรณีศึกษาของนักลงทุนเกี่ยวกับ “หุ้นวัฐจักร” ที่ชัดเจนมาก หากเข้าถูกจังหวะก็สามารถพลิกชีวิตสร้างผลตอบแทนมหาศาล แต่หากเข้าผิดจังหวะก็ส่งเราไปอยู่บนดอยได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใครที่ยังเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจ คงเป็นปีที่ไม่ง่ายนักของ STGT และต้องอดทนรอปัจจัยฟื้นตัวเพื่อก้าวข้ามไปให้ได้

ศรีตรังโกลฟส์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

แชร์วิธีคิด แบ่งปันความรู้ การเงิน การลงทุน