Stock - Finance

ปตท. เผยกำไรไตรมาส 1/65 ลดลง 21.5% เหตุขาดทุนเฮดจิ้งน้ำมัน

ปตท. เปิดผลประกอบการ ไตรมาสแรก ปี 2565 พบมีผลการดำเนินงาน ลดลง 22% และกำไรสุทธิร่วง 21.5% เหตุขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน เร่งจัดหาน้ำมันดิบเพื่อเพิ่มอัตราสำรอง พร้อมดูแลสังคม ช่วยเหลือส่วนลดด้านพลังงาน คืนโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทย ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เป็นเหตุให้อุปทานพลังงานลดลง ส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิง ตลอดจนค่าครองชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้แต่ละประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงด้าน พลังงาน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก

ปตท.

ปตท. ขาดทุนเฮดจิ้งน้ำมัน

ปตท. ยังคงยึดมั่นดำเนินธุรกิจให้บรรลุพันธกิจ ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของชาติ และได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รองรับความต้องการใช้ในประเทศอย่างเต็มความสามารถ

ประกอบด้วย การจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มปริมาณสำรอง ประสานงานโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. จัดเก็บน้ำมันคงคลังในระดับสูงสุด ควบคู่ไปกับการร่วมดูแลสาธารณสุข และสังคม รวมถึงสนับสนุนด้านพลังงาน เพื่อแบ่งเบาภาระของภาครัฐ และประเทศในระหว่างที่ยังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอไมครอนอย่างต่อเนื่อง

ด้านผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อยไตรมาส 1 ประจำปี 2565 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,571 ล้านบาท ลดลง 7,017 ล้านบาท หรือ 21.5% จากไตรมาส 1 ปี 2564 ที่จำนวน 32,588 ล้านบาท และลดลง 1,973 ล้านบาท หรือ 7.2% จากไตรมาส 4 ปี 2564 ที่จำนวน 27,544 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสนี้ มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้นมาก

ปตท.

โดยหลักจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ ที่ราคาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่หลายประเทศ ประกาศคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

แม้ว่ารายได้จากการขาย และกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จะเพิ่มขึ้น ตามรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น จากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาในตลาดโลก รวมถึงปริมาณขายโดยรวม ที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ กำไรสุทธิเป็นผลการดำเนินงานรวมจากบริษัทในเครือทั้งใน และต่างประเทศ โดยสัดส่วนกำไร 30% มาจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. และ 70% มาจากผลตอบแทนการลงทุนในบริษัทในกลุ่ม ปตท.

ปตท.

ในช่วงที่ผ่านมา โครงการ “ลมหายใจเดียวกัน กลุ่ม ปตท.” มีส่วนร่วมดูแลด้านสาธารณสุข และสนับสนุนด้านพลังงาน รวมงบประมาณ 3,793 ล้านบาท โดย ปัจจุบัน ปตท. คงสถานะหน่วยวัคซีนเคลื่อนที่เชิงรุก จนถึงหน่วยคัดกรองโควิด-19 และโรงพยาบาลสนามครบวงจร ที่ตั้งแต่เปิดให้บริการเดือนสิงหาคม 2564 มีผู้มารับบริการแล้วมากกว่า 125,500 ราย มีผู้ป่วยที่รับเข้าระบบรักษา รวมแล้วมากกว่า 12,000 ราย

ช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม (LPG) แก่ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ตรึงราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ที่ 15.59 บาท/กิโลกรัม และราคาขายปลีก NGV ในโครงการ “เอ็นจีวี เพื่อลมหายใจเดียวกัน” สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ 13.62 บาท/กิโลกรัม ถึงกลางเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลัง ร่วมขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ ให้คนไทยฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน

ปตท.

นอกเหนือจากการร่วมดูแลสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมแล้ว ปตท. ยังได้จัดตั้ง “โครงการลมหายใจเพื่อน้อง” เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ภาคครัวเรือนที่ลดลง และมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงชั้นรอยต่อปีการศึกษา 2565

ปตท. ตั้งเป้าหมายมอบทุนการศึกษากว่า 150 ล้านบาท ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกว่า 60,000 คนทั่วประเทศ และขอเชิญชวนคนไทยร่วมกิจกรรม PTT Virtual Run เพื่อสะสมระยะทาง ทุกการเดินหรือวิ่ง 10 กิโลเมตร จะมีมูลค่า 2,500 บาท ช่วยเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ 1 คน เริ่มเปิดรับสมัคร ผ่าน www.ลมหายใจเพื่อน้อง.com พร้อมเริ่มเดิน-วิ่งได้ตั้งแต่ 15 พฤษภาคม-30 มิถุนายนนี้

ปตท.

อ่านข่าวเพิ่มเติม