Politics

อุทธรณ์ยืน จำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ‘ปอง อัญชะลี-พร้อมพวก’ ให้ประกัน 2 แสน คดีบุกเอ็นบีที ปี 51

“ปอง อัญชะลี” รอดนอนคุก ศาลให้ประกัน 200,000 บาท หลังตัดสินยืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2551 เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

วันนี้ (10 พ.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1033/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)  นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และ นายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก มั่วสุม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อั้งยี่ซ่องโจรฯ กรณีร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551

280575637 1293494754392284 1285665809915611045 n

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 5 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ให้จำคุกนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุก นางสาวอัญชะลี จำเลยที่ 2 นายภูวดล จำเลยที่ 3 นายยุทธิยง จำเลยที่ 4 และนายชิติพัทธ์ จำเลยที่ 5 คนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

โดยนาย สมเกียรติจำเลยที่ 1 ได้เสียชีวิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

วันนี้ จำเลยเดินทางมาศาล ต่อมาศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2-5 จึงเป็นการกระทำความผิด โดยแบ่งหน้าที่กันทำและเป็นการร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คน

จำเลยที่ 2-5 จึงต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วม พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2-5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 2-5 อ้างว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2-5 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ด้วยการกำหนดโทษ แต่รอการลงโทษไว้ก่อนนั้น เมื่อพิจารณาจากการที่จำเลยที่ 2-5 กับพวกร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ

ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการกระทำโดยอุกอาจ ต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการไม่ยำเกรงกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และความสงบสุขของสังคม และส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาติโดยส่วนรวม

กรณีนี้จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2-5 และไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ต่อมาเวลา 15.00 น.เศษ ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2-5 ระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไข

อ่านข่าวเพิ่มเติม