ดูหนังออนไลน์
Politics

ทีมแพทย์รพ.สิชล! ปฏิบัติการกู้ชีพ 2 ชีวิตแม่ลูก หญิงตั้งครรภ์ติดโควิด

“หมออารักษ์” ผอ.โรงพยาบาลสิชล เล่านาที “บีบหัวใจหมอ” ปฏิบัติการกู้ชีพ 2 ชีวิตแม่ลูก หญิงตั้งครรภ์ติดโควิด ทารกในครรภ์อยู่ในภาวะวิกฤติ จากทีมแพทย์โรงพยาบาลสิชล นครศรีธรรมราช ปลอดภัยทั้งแม่และลูก 

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความและภาพลงเฟสบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Arak Wongworachat”ระบุข้อความ “ปฏิบัติการกู้ชีพ 2 ชีวิตแม่ลูก หญิงตั้งครรภ์ติดโควิด ทารกในครรภ์อยู่ในภาวะวิกฤติ”

240186099 4650255328326630 6205209856898980298 n 1

เหตุเกิดเมื่อวานนี้ ได้รับรายงานเบื้องต้นมีผู้ป่วยโควิดตั้งครรภ์ 34 สัปดาห์ อาการไม่ดีทั้งแม่และทารกในครรภ์ จึงไปที่ตึกคลอดทันที เมื่อไปถึงมีทีมแพทย์ พยาบาลชุดใหญ่ รออยู่ประกอบด้วย สูติแพทย์ กุมารแพทย์ อายุรแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาลช่วยผ่าตัด พยาบาลวิสัญญี ครบทีม อยู่ในชุดปฏิบัติการเตรียมพร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิดที่ตั้งครรภ์และทารกอยู่ในภาวะวิกฤติ
ด้วยมีผู้ป่วยอายุ 27 ปี ติดเชื้อโควิด ตั้งครรภ์ 34 สัปดาห์ มานอนรักษาได้ 2 วัน มีอาการปอดบวม เชื้อลงปอด สัญญานชีพแย่ลง ความดันต่ำ

วัดค่าอ็อกซิเจนในเลือดลดต่ำลงจาก 98 เหลือ 96, 90 และ 86 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน ได้ติดตามสัญญาณชีพ ทารกในครรภ์ด้วยเครื่องตรวจจับการเต้นของหัวใจทารกและการดิ้นของเด็ก พบว่า หัวใจทารกเต้นเร็วมากกว่า 200 ครั้งต่อนาที เด็กดิ้นลดลง เป็นสัญญานไม่ดี

เด็กอาจขาดอ็อกซิเจนจากแม่ไปด้วย หากทิ้งไว้ต่อไปโอกาสเสียชีวิตสูงมาก ในขณะที่ทารกในครรภ์อายุเพียงแค่ 34 สัปดาห์ การเอาทารกออกมาก่อนกำหนด ก็ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทารกที่ยังไม่ครบกำหนด ระบบการหายใจยังไม่ปกติเหมือนทารกที่ตั้งครรภ์ครบกำหนด

240186099 4650255328326630 6205209856898980298 n

การดมยาสลบผู้ป่วยที่ติดโควิดแล้วปอดบวมก็มีความเสี่ยงอย่างมาก ในระหว่างหารือได้สั่งการให้ทีม หมอดมยาสลบและพยาบาลช่วยผ่าตัดที่กักตัวจากการผ่าตัดเคสก่อนหน้านี้ ขึ้นมาเตรียมพร้อมทันที ที่ห้องผ่าตัด ในระหว่างนั้นพยาบาลห้องคลอดเข้ามารายงานว่า การเต้นของหัวใจทารกในครรภ์เริ่มลดลงและเบา ทีมจึงร่วมตัดสินใจทันทีว่าต้องให้เด็กรอด ทางรอดคือการผ่าตัดเอาเด็กออกทันทีโดยไม่ชักช้าและแม่ก็มีโอกาสรอดด้วย

ไม่เช่นนั้นจะเสียชีวิตทั้งแม่และลูกในครรภ์ ดังข่าวที่ปรากฎหลายราย

ทีมจึงจัดการทันที ย้ายผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด ที่อยู่ติดกัน เตรียมรับเด็กช่วยฟื้นคืนชีพ หลังจากผู้ป่วยขึ้นเตียงผ่าตัด หมอวิสัญญี เริ่มวางยา ความดันของแม่ก็เริ่มต่ำลง หมอให้โหลดน้ำเกลือเพื่อคุมความดันให้คงที่ ให้ยากระตุ้นความดัน

ทีมสูติแพทย์ เดินหน้าผ่าตัดเอาเด็กออกภายในเวลาไม่ถึง5นาที หมอเด็กเตรียมรับเด็ก เด็กออกมาไม่ร้องต้องช่วยชีวิต ให้ออกซิเจน ดูดน้ำคร่ำทางเดินหายใจ บีบแอมบูช่วยหายใจ อยู่ประมาณ 3 นาที จึงเริ่มร้อง “อุแว” เสียงแรกออกมา

240396800 4650255574993272 1723455483009013723 n

เสียงแรกที่ได้ยิน คือเสียงแห่งความปิติของคนที่อยู่ในห้องผ่าตัดกว่า 15 คน ที่บีบคั้นหัวใจมาก่อนหน้านี้ ในระหว่างผ่าตัดต้องปิดเครื่องปรับอากาศชั่วคราว เพราะไม่ต้องการให้อุณภูมิทารกต่ำเกินไป ทุกคนอยู่ในชุด พีพีอี ที่ร้อนอบอ้าว ผ่าตัดแข่งกับเวลา จบปฏิบัติการ เย็บมดลูก ตรวจสอบจุดเลือดออก เช็คอุปกรณ์ผ่าตัดภายในช่องท้องไม่ให้ตกค้าง จนเย็บแผลปิดภายนอก ในเวลาเพียง 15 นาที ถือเป็นวินาทีชีวิต ปฏิบัติการที่รวดเร็วมาก
เมื่อช่วยทารกจนอยู่ในระดับพ้นวิกฤติจึงรีบย้ายเข้าห้องอภิบาลทารกแรกคลอดในภาวะวิกฤติ แรงดันลบ ที่ตึกกุมารเวชกรรม ส่วนแม่ แยกย้ายเข้าดูแลผู้ป่วยวิกฤติห้องแรงดันลบตึกโควิด ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจ ปรับระดับสัญญานชีพ ให้คงที่

เช้าวันนี้ แม่ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่วัดค่าอ็อกซิเจนในเลือด ได้ 94 เปอร์เซนต์ เนื่องจากเอาทารกออกไปแล้ว จึงทำให้ลดภาระการใช้อ็อกซิเจนของแม่ลง สัญญาณชีพเริ่มคงที่ เป็นสัญญาณที่ดี อยู่ภายใต้การดูแลของอายุรแพทย์ สูติแพทย์และทีมพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤติโควิดอย่างใกล้ชิด

240309193 4650255481659948 1974600022119990431 n e1629526906215

ส่วนทารกยังคงต้องดูแลใกล้ชิด ให้อ็อกซิเจน ใส่สายสวนทางสายสะดือเพื่อให้สารน้ำ ให้ยาต้านเชื้อ และเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ระวังภาวะการหายใจล้มเหลวเนื่อจากคลอดก่อนกำหนดและติดเชื้อในกระแสเลือด
เป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการที่เสี่ยงทั้งผู้ป่วยถึง 2 ชีวิตและทีมแพทย์ พยาบาล ที่ถูกกักตัวอยู่แล้ว เรียกมาปฏิบัติการอีกครั้ง การปฏิบัติการครั้งนี้ ต้องระดมทีมถึง 30 คน มาช่วยในปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อให้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ได้ดีที่สุด แต่พร้อมที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ต่อจากนี้ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้ทั้งคู่ปลอดภัย

อ่านข่าวเพิ่มเติม 

ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight