อุ้มบุญข้ามชาติ สั่งไล่ล่า หวังปิดฉากทั้งขบวนการ สธ. ร่วม 4 หน่วยงาน ปูพรมตรวจ จับกุม 9 จุดทั่ว กทม. ฟันโทษตามกฎหมาย สั่งขยายผลต่อ
ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้ากวาดล้างขบวนการ อุ้มบุญข้ามชาติ บุกรวบนายหน้า หญิงอุ้มบุญ ในบ้านพัก 9 จุด ทั่วกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการหารือร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถึงผลการวินิจฉัยและตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ระหว่างแม่และเด็กรายหนึ่ง ว่าไม่ใช่บุตรสืบสายโลหิต กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จึงดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของกรณีดังกล่าว ว่าเกิดจากการรับตั้งครรภ์แทน โดยผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร
จากการตรวจสอบข้อมูล การใช้สื่อโซเชียลของมารดา พบเบาะแสว่า มีเด็กทารกจำนวนหนึ่ง ที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ และถูกนำมาเลี้ยง โดยกลุ่มบุคคลต่างด้าว ในย่านรามคำแหง ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย “พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ที่เกิดโดยอาศัย เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558” และกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายฉบับ
กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ทำการหารือร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหยุดการกระทำที่ผิดต่อทั้งกฎหมาย และมนุษยธรรมดังกล่าว จนเป็นที่มาของ ยุทธการตรวจปูพรม 9 จุดในวันนี้
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น ของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในบ้านพักทั้ง 9 จุด พบเด็กทารกอายุไม่ถึงหนึ่งปี ซึ่งต้องสงสัยว่า เกิดจากเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ทั้งยังพบชาวต่างชาติ ที่รับหน้าที่เป็นนายหน้าชักชวน และหญิงรับจ้างอุ้มบุญ อีกจำนวนหนึ่ง
ในการจับกุมครั้งนี้ สามารถจับกุม นางหลิน ชาวต่างชาติ ซึ่งคาดว่าเป็นหัวหน้าขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ โดยในเบื้องต้น พนักงานเจ้าหน้าที่ ได้แจ้งข้อหาการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ฐานดำเนินการ ให้มีการตั้งครรภ์แทน เพื่อประโยชน์ทางการค้าตามมาตรา 24 มีอัตราโทษตามมาตรา 48

การกระทำผิดตามกฏหมายดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ก่อนส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำตัวไปสอบสวนขยายผล หาผู้ร่วมขบวนการ มาลงโทษตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ประเทศไทย ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มี เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่มีความก้าวหน้า และทันสมัย อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก มีอัตราความสำเร็จ ในการให้บริการตั้งครรภ์โดยเฉลี่ย สูงถึงร้อยละ 46
จากอัตราความสำเร็จ ในการตั้งครรภ์ที่สูง จึงทำให้ทั้งนายหน้า และคู่สมรสบางราย ยอมเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อว่าจ้างหญิงไทย ให้รับจ้างตั้งครรภ์
อย่างไรก็ตาม การ รับจ้างอุ้มบุญ นั้น นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ของประเทศไทยแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก่อให้เกิดปัญหา ในด้านมนุษยธรรม ต่อเด็กที่เกิดมาอีกด้วย
นอกจากนี้ ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งหลายประเทศ มีการปิดน่านฟ้า ส่งผลให้หญิงที่ รับจ้างอุ้มบุญ ไม่สามารถเดินทางไปคลอด ณ ประเทศปลายทางได้ อย่างกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กที่คลอดออกมาแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาการทอดทิ้งเด็ก หรือปัญหาในการกำหนดสิทธิ์ ความเป็นบิดา-มารดา
“ที่สำคัญ หากลักลอบเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติ ก็มีความเสี่ยง ที่จะติดโรคโควิด 19 และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในฐานลักลอบเข้าประเทศอีกด้วย”ดร.สาธิต กล่าว
ทั้งนี้ หากพบเห็น หรือทราบเบาะแส การกระทำผิดกฎหมาย เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ทั้ง การอุ้มบุญ โฆษณาชักชวนให้ รับจ้างอุ้มบุญ หรือขายไข่ – อสุจิ ฯลฯ ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน กรม สบส. 1426 กรม สบส.จะดำเนินการตามกฎหมาย กับผู้กระทำผิด โดยไม่มีการละเว้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สนธิกำลังตำรวจ-หน่วยงานเกี่ยวข้อง ทลายแก๊ง ‘รับจ้างอุ้มบุญ’ ข้ามชาติ
- เทคโนโลยีทำเงิน ไทยโกยรายได้ ‘รักษาผู้มีบุตรยาก’ กว่า 4,500 ล้านบาท
- แอน เปิดใจ อุ้มบุญหมื่นล้าน ทายาทโดยสายเลือด เสกลูกชาย-หญิง ดั่งใจด้วยเงิน 30 ล้าน