General

สมช. เห็นชอบ รมว.กลาโหมร่วมประชุม GBC ไทย–กัมพูชา พรุ่งนี้ที่จันทบุรี

นายกฯ อนุทิน เผย สมช.เห็นชอบ รมว.กลาโหมร่วมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา พรุ่งนี้ที่จันทบุรี ย้ำอำนาจเจรจาสมบูรณ์ คาดออกแถลงการณ์ร่วม ลดความตึงเครียดชายแดน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 18/2568 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC) กับฝ่ายกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ ณ จ.จันทบุรี ซึ่งมติดังกล่าวดังกล่าวถือว่าได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากมีรัฐมนตรีหลายคนเข้าร่วมประชุม สมช. ในวันนี้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลให้การเจรจาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกับฝ่ายกัมพูชา มีอำนาจโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ประชุม GBC

สำหรับปฏิญญาร่วมที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามไว้ก่อนหน้านี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ยังคงอยู่ในกรอบการดำเนินการเดิม เนื่องจากประเทศไทยได้ปฏิบัติตามหลักการสำคัญทั้ง 4 ข้อมาโดยตลอด หากการเจรจาในวันพรุ่งนี้สามารถบรรลุข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ การดำเนินการต่าง ๆ ก็จะยังอยู่ภายใต้กรอบของปฏิญญาร่วมดังกล่าว

ทั้งนี้ หากทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน เอกสารผลลัพธ์จากการประชุมวันพรุ่งนี้ จะเป็น ถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ซึ่งจะมีสาระสำคัญคือ การหยุดยิงทันที และทั้งสองฝ่ายต้องรักษาคำมั่นสัญญาระหว่างกัน ไม่ให้มีการคุกคามหรือยั่วยุ และลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยจากข้อมูลที่ได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคง แนวโน้มการเจรจามีทิศทางที่ดี และอาจนำไปสู่ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

นายอนุทินย้ำว่า เป้าหมายหลักของไทยคือการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งฝ่ายกองทัพได้รายงานต่อรัฐบาลและ สมช. แล้วว่า ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทางการทหาร และควบคุมพื้นที่เป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ครบถ้วน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำไปเจรจาต่อรองกับฝ่ายกัมพูชา

สำหรับถ้อยแถลงร่วมที่อาจจะมีการลงนาม จะยึดตามหลักการ 4 ข้อในปฏิญญาร่วมเดิม ซึ่งรวมถึงความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์ โดยหากฝ่ายกัมพูชายอมรับเงื่อนไขดังกล่าว ก็อาจมีการพิจารณาแนวทางนำไปสู่การปล่อยตัวทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรักษาสัญญาได้ แต่สิ่งสำคัญคือประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายในเบื้องต้นแล้ว ทั้งในมิติทางทหารและการประกาศบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งเป็นหลักประกันว่าไทยสามารถใช้เป็นฐานในการเจรจาอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมยืนยันว่า ไทยจะรักษาข้อตกลงและเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด และหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้โดยปลอดภัย และเกิดความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

ขณะเดียวกัน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้ทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปะทะจากรอบที่ผ่านมาแต่การปฏิบัติที่ผ่านมามีข้อจำกัด วันนี้จึงมีการทบทวนเพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น พร้อมเสนอเพิ่มกรอบวงเงินสนับสนุนเงินเยียวยา รวมประมาณ 577 ล้านบาท ครอบคลุมผลเสียหายที่เกิดกับประชาชน ทหาร และตำรวจ ซึ่งจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประชุมวันอังคารหน้า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo