Politics

‘สมช.’ เคาะมาตรการเร่งด่วน! รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ขู่ยาแรงโทษถึงขั้นประหาร

“สมช.” เคาะมาตรการเร่งด่วน! รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เปิดช่องขอ “กองทัพ” ใช้ “แอนตี้โดรน” ลั่นยาแรง! โทษถึงขั้นประหาร

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ว่า วันนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีพบโดรนเข้ามาในพื้นที่จุดสำคัญต่าง ๆ ทั้งพื้นที่สนามบิน และจังหวัดชายแดน ซึ่งที่ประชุมมีมติที่สำคัญ 2 ส่วน คือ มาตรการระยะเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว

สมช.

โดย เลขาธิการ สมช. ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ตรวจพบการลักลอบนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เข้ามาในพื้นที่ประเทศ โดยสำนักงานการบินพลเรือนได้ออกประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุม ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2568 ครอบคลุมพื้นที่ควบคุม 7 จังหวัดชายแดน รวมถึงสนามบินและจุดสำคัญทั่วประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากการใช้โดรน โดย ที่ประชุม สมช. มีมติเห็นชอบมาตรการ 2 ส่วน ได้แก่

1. มาตรการระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กสทช. เหล่าทัพ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการป้องกัน การสืบสวนสอบสวน และการใช้ระบบต่อต้านโดรน (Anti-Drone) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการโดรนเป้าหมายในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาผ่อนคลายมาตรการอนุญาตการนำเข้าโดรนสำหรับหน่วยงานที่จำเป็น พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลักลอบนำโดรนเข้าพื้นที่ชายแดนและพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงย้ำว่าการใช้โดรนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ด้านความมั่นคงและสนามบิน ถือเป็นความผิดที่มีโทษร้ายแรง จำเป็นต้องสื่อสารให้ประชาชนและทุกภาคส่วนรับทราบอย่างชัดเจน

2. มาตรการระยะยาว ที่ประชุม สมช. ได้มอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วย เพื่อให้เกิดเอกภาพ โดยให้จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ เบื้องต้นใช้ชื่อว่า “ศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไม่มีคนขับแห่งชาติ” ควบคู่กับการเตรียมพิจารณาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในอนาคต และพิจารณาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มโทษกรณีการใช้โดรนเป็นภัยต่อความมั่นคง

สมช.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวเพิ่มเติม การปฏิบัติการเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ เป็นการดำเนินงานร่วมภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ ตามมติ สมช. ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบออกเป็นวงใน วงกลาง และวงนอก ซึ่งพื้นที่วงในหรือ “ไข่แดง” เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อยู่ภายใต้ความร่วมมือของกองทัพอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนวงนอก หรือ “ไข่ขาว” อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก ซึ่งมีผลการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้นำมติที่ประชุมไปกำหนดมาตรการและแผนปฏิบัติยุทธศาสตร์ด้านการป้องกัน ปราบปราม และสืบสวนสอบสวน รวมถึงการยกระดับความมั่นคงทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้รูปแบบการดูแลพื้นที่สนามบินของกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสนามบินจังหวัดนครราชสีมาเป็นต้นแบบ พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุไว้อย่างครบถ้วน

ในด้านกฎหมายทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำว่า การใช้โดรนในพื้นที่ห้ามบินหรือบริเวณสนามบิน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีโทษร้ายแรงสูงสุดถึงประหารชีวิต และหากการสอบสวนพบว่าเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หมวดความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo