Politics

‘สว.สมชาย’ ฟันธง ‘พิธา’ ไม่รอด!! ซ้ำรอย ‘ธนาธร’ ย้ำชัด ‘ITV’ ยังเป็นสื่อ!

“สว.สมชาย” ฟันธง “พิธา” ไม่รอด!! ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “ธนาธร” ย้ำชัด ‘ITV’ ยังเป็นสื่อ มีผลประกอบการจากบริษัทลูก ลั่นถือแค่ 1 หุ้นก็ขาดคุณสมบัติ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมหุ้น ITV ยังเป็นหุ้นสื่อมวลชนและพิธาอาจขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม เห็นพรรคการเมืองและผู้นำทางความคิดของพรรคก้าวไกล ออกมาสื่อสารกับสังคมต่อเนื่องที่อาจทำให้สังคมไขว้เขวหรือทำให้คำวินิจฉัยศาลรัฐฐธรรมนูญเบี่ยงเบนขาดความน่าเชื่อถือ ในฐานะที่ผมเคยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในหลายกรณี ต่างกรรมต่างวาระกันมา

พิธา

จึงตัดสินใจเขียนความเห็นประกอบข้อกฎหมาย โดยยึดแนวทางคำวิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา โดยจะขอเสนอเป็นความเห็นส่วนตัว ประกอบข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการติดตามข่าวสาร ซึ่งจะไม่สามารถไปชี้นำหรือส่งผลอย่างหนึ่งอย่างใดต่อคำวิจฉัยคดีที่จะมีขึ้น ดังนี้ครับ

บริษัท ITV ยังคงเป็นสื่อมวลชน โดย ITV มีสถานะความเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมีวัตถุประสงค์ จดแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับสื่อรวม 5 ข้อ เช่นรับบริหารและดำเนินกิจการสถานีวิทยุ โทรทัศน์ โทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรภาพทางสาย (เคเบิลทีวี) เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ บริการประชาสัมพันธ์และจัดรายการทางวิทยุโทรทัศน์ โทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรภาพทางสาย (เคเบิลทีวี) แพร่ภาพโทรทัศน์ ผลิตรายการ ประชาสัมพันธ์ รับจ้างผลิตสื่อ ฯลฯ จนถึงปัจจุบัน ITV ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทหรือจดยกเลิกวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนทั้ง 5 ข้อดังกล่าว

: จึงเห็นว่า นายพิธา น่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม

สอดรับกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 14/2562 วินิจฉัยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในคดีการถือหุ้นบริษัทวีลัคมีเดีย ที่อ้างว่าปิดกิจการแล้ว แต่ไม่จดทะเบียนยกเลิกบริษัท ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ยังสามารถประกอบกิจการสื่อมวลชนได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ไม่ได้จดเลิกบริษัท เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาในทำนองเดียวกันกับผู้สมัครเลือกตั้ง สส. 4 ราย ที่ไม่ได้จดทะเบียนเลิกประกอบกิจการสื่อขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามเช่นกัน

พิธา

บริษัท ITV ชนะคดีเบื้องต้นแล้ว 2 ยก รัฐต้องคืนคลื่นความถี่และชดใช้ค่าเสียหาย โดย ITV ที่ได้ถูกปิดสถานีและยึดคลื่นคืนเพราะไม่ชำระหนี้ค่าสัมปทานแก่รัฐ เมื่อ 17 ปีก่อน ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ หมายเลขดำที่ 29/2545 โดยอ้างว่ารัฐให้สัมปทานกับบุคคลอื่น เป็นเหตุให้บริษัทได้รับผลกระทบต่อฐานะการเงินอย่างรุนแรง จึงขอให้ สำนัดปลัดสำนักนายกฯ ชดเชยความเสียหายตามสัญญาเข้าร่วมงาน

  • คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ ITV ชนะ ได้รับเงินเยียวยาและคืนคลื่นความถี่
  • สปน. นำคดีสู่ ต่อศาลปกครองกลาง แต่ศาลพิพากษายกคำร้อง สปน. ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อ
  • สถานะปัจจุบัน ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำพิพากษาในคดีนี้

: จึงเห็นว่า นายพิธาน่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม เพราะคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและศาลปกครองกลาง ให้ ITV เป็นผู้ชนะคดี ได้รับการเยียวยา และคืนสัมปทานคลื่นความถี่โทรทัศน์ ITV จึงอยู่ในฐานะที่พร้อมประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ได้

บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว แต่ยังมีบริษัทลูกประกอบกิจการสื่อ และมีรายรับจากบริษัทอาร์ตแวร์มีเดีย ที่ ITV เป็นผู้ถือหุ้น 99% โดยมีผลประกอบกิจการจดทะเบียนทำสื่อโฆษณา รายการ ให้เช่าเครื่องมือ ลิขสิทธิ์ และอื่น ๆ ฯลฯ ที่ถือได้ว่าเป็นธุรกิจสื่อมวลชน

: จึงเห็นว่า นายพิธา น่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม

สอดรับกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล พ้นจาก สส. ด้วยเหตุถือหุ้นสื่อสารมวลชน บริษัท เฮด อัพ โปรดักชั่น จำกัด และ บริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด

พิธา ถือหุ้น ITV เพียงแค่เล็กน้อย ทำไมจึงผิด ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวิจฉัยที่ 12-14/2553 ในคดีถือหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐที่วินิจฉัยให้รัฐมนตรี สส. สว. พ้นจากสมาชิกภาพ และเคยวินิจฉัยไว้ว่า หุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานเป็นลักษณะต้องห้ามแม้ถือหุ้นเพียง 1 หุ้น ก็ขาดคุณสมบัติ

ดังนั้นการที่นายพิธาอ้างว่า ถือหุ้น ITV เพียง 42,000 หุ้น จาก 1,206,697,400 หุ้น คิดเป็น 0.0035% ไม่มีอํานาจสั่งการบริษัท

: ข้อโต้แย้งนี้ของนายพิธา จึงฟังไม่ขึ้นและไม่อาจหักล้างคำนิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางแนวไว้เดิม

พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยคดีการถือหุ้นสื่อ ITV ไม่ว่าจะออกมาในแนวทางใด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo
Siree Osiri OHO BANGKOK