General

เปิดไทม์ไลน์ ‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’ โดนกล่าวหาคดีอื้อฉาว

เปิดไทม์ไลน์ “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เจอเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ ถูกกล่าวหา “ล่วงละเมิดทางเพศ” หญิงสาวนับสิบราย

กลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจกันอย่างมาก จากกรณีที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า มีรองหัวหน้าพรรคการเมืองรายหนึ่ง ลวนลามหญิงสาวที่มาปรึกษาความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ โดยไม่สมยอม จนมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ต่อมานายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่ใช่ตนเอง พร้อมประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรค เพื่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมนั้น

ล่าสุด “ปู จิตกร บุษบา” คอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ปู จิตกร บุษบา สรุปกรณีเรื่องนี้ไว้ โดยระบุว่า

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

สรุป กรณี “ปริญญ์ พานิชภักดิ์”

1. เริ่มจากนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้เสียหายรายหนึ่งถูกรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ลวนลาม หอมแก้ม กอดจูบ จับก้นโดยไม่สมยอม โดยหลอกว่ าจะพามาคุยเรื่องงาน และสอนน้องเรื่องหุ้น เศรษฐศาสตร์

แต่พอมาจริงกลับคุยแต่เรื่องเพศ และลวนลามต่างๆ นานา ซึ่งได้แนะนำให้แจ้งความดำเนินคดีและเก็บหลักฐานไว้พร้อมหมดแล้ว

2. นายษิทรา ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “พรรค…ครับ คนนี้พ่อใหญ่มาก ดังระดับโลก” พร้อมไอคอนรูปแมลงสาบ และกล่าวอีกว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องหลักฐานนะครับ ถ้ามาหาทนายตั้มแล้วหายห่วง”

3. ต่อมา นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น และไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ตนรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป และไม่ได้ทำในสิ่งที่มีการกล่าวหา “เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร ดังนั้น ผมจะขอชี้แจงทีเดียว โดยการแถลงข่าว ซึ่งขอเวลาภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้จะออกมาชี้แจง”

4. เฟซบุ๊ก “ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ” โพสต์ข้อความระบุว่า “ค้นประวัติรองหัวหน้าพรรคคนนี้ไม่ธรรมดา เคยก่อเหตุลักษณะนี้กับหญิงไทยอายุ 18 ปี 2 คนที่ประเทศอังกฤษ สุดท้ายเรื่องเงียบเพราะพ่อใหญ่มากในเวลานั้น และทำแบบนี้กับอีกหลายคนในประเทศไทย ผมถือว่าเป็นภัยสังคมมากเลยนะครับ”

5. นอกจากนี้ นายษิทรา ยังแคปฯ ข้อความจากกล่องข้อความที่ส่งเข้ามาโดยตรง ระบุว่า

“ผมอยากมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเนื่องจากได้ยินเรื่องทำนองนี้มาจากเพื่อนผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นักศึกษาการเงิน ซึ่งเข้าใจผิดว่านายผู้นี้มีความรู้และเป็นคนดี เลยมีการไปฝึกงานและสัมภาษณ์งานกับนายผู้นี้ แต่สิ่งที่เพื่อนผมเจอกลับกลายเป็นการแต๊ะอั๋ง พูดจาไม่เหมาะสม รวมถึงการทักไลน์มาอย่างไม่เหมาะสม (ทั้งก่อนและหลังที่นายคนนี้จะแต่งงาน)”

“คนในวงการหุ้นส่วนใหญ่รู้ชื่อเสียงด้านลบนายคนนี้อยู่แล้ว รวมถึงสาเหตุที่นายคนนี้ต้องลาออกจากการเป็น head โบรกเกอร์แห่งหนึ่ง เพราะถูกจับได้เรื่องไม่เหมาะสมพวกนี้แบบมีหลักฐาน ไม่ทราบคุณทนายรู้หรือไม่ว่านายคนนี้เคยโดนจับคดีข่มขืนที่อังกฤษมาแล้ว มีข้อมูลลงข่าวปี 2003 แต่เพราะพ่อเส้นใหญ่เรื่องเลยจบไป”

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

6. รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า กรณีที่ผู้เสียหายร้องเรียนต่อทนายตั้มว่า ถูกรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ลวนลามนั้น เป็นเยาวชนอายุ 18 ปี กำลังศึกษาแบบสะสมหน่วยกิตในระดับปริญญาตรี หรือ พรีดีกรี (Pre-Degree) เทียบเท่าชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เยาวชนรายนี้รู้จักกับรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ในงานอบรมเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน และเศรษฐศาสตร์แห่งหนึ่ง กระทั่งได้ติดต่อกัน เยาวชนรายนี้ได้ขออนุญาตแม่ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารกึ่งผับอโบฟ อีเลฟเว่น ชั้นดาดฟ้าโรงแรมเฟรเซอร์ สวีทส์ ซอยสุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

เมื่อไปถึงปรากฏว่า ไม่ได้คุยเรื่องเศรษฐกิจหรือการลงทุน แต่กลับพูดจาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ก่อนจะหอมมือ หอมแก้ม จับก้น แถมขณะขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินยังลวนลามอีก

หลังเกิดเหตุเยาวชนรายนี้ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟังด้วยความหวาดกลัวแล้วร้องไห้ตลอดเวลา กระทั่งแม่ได้ติดต่อนายษิทราผ่านไลน์แอด ([email protected]) เพื่อขอคำปรึกษา จึงแนะนำให้แม่ไปแจ้งความ

ต่อมาแม่ได้พาเยาวชนรายนี้ไปแจ้งความที่ สน.ลุมพินีเมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ชุดสืบสวน สน.ลุมพินีอยู่ในระหว่างหาพยานหลักฐาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิด ก่อนจะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อไป

7. นายษิทรา ยังเฟซบุ๊กไลฟ์ระบุว่า ยังมีผู้เสียหายอีกเกือบสิบคนที่เป็นเหยื่อของรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ทักเข้ามาในไลน์แอด หลังจากที่เปิดประเด็นไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งร้านอาหารดังกล่าวไม่ใช่รายแรกที่พามา แต่ยังมีเหยื่ออีกหลายคนที่พามาที่นี่ เช่น ผู้เสียหายรายหนึ่ง เคยถูกรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่เข้ามาจีบ ชวนไปกินข้าว และไปที่อะพาร์ตเมนต์ พอไปถึงก็ลวนลามต่าง ๆ นานา โดยไม่ยินยอมจึงได้หลบหนีออกไปแล้ว ด้วยความโกรธและกลัวก็เลิกคบกันไป

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

หลังจากนั้นก็ได้ยินข่าวว่า ไปทำกับผู้เสียหายคนอื่น ๆ วันหนึ่งเห็นข่าวว่าถูกจับกุม และขึ้นศาลคดีข่มขืนเด็ก 2 กระทง ที่บ้านพักในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้ แต่ยุคนั้นไม่มีข่าวในสื่อไทยเลย มีแต่สื่อต่างประเทศ เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัย 20 ปีที่แล้ว จนตอนนี้ยังไม่เลิกสันดาน แม้ว่าจะแต่งงานแล้วก็ตาม

ผู้เสียหายอีกรายหนึ่งระบุว่า เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน ตนเคยคบกับรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ตอนช่วงจะเรียนจบมีพฤติกรรมในช่วงที่กำลังทำวิจัย เพื่อเรียนจบปริญญาตรี สมัยที่รองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่คนดังกล่าว เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ (AVP) ธนาคารแห่งหนึ่ง เข้าไปทำโปรเจกต์จบที่นั่น

เขาก็มีทีท่าให้ความช่วยเหลือ ทำดีกับตน จนวันหนึ่งชวนไปคุยที่คอนโดมิเนียมเพราะไม่สะดวกออกมา ตนก็ไปเพราะคิดว่าจะช่วยเรื่องโปรเจกต์ พอไปถึงกลับถูกลวนลาม กอดจูบ และข่มขืนกระทำชำเรา ตนสู้แรงไม่ได้ ตอนนั้นกลัวเขามาก เพราะพ่อเขาใหญ่จริง เขาพูดโชว์เพาฯ ว่า พ่อจะได้ขึ้นตำแหน่งตำแหน่งหนึ่ง ก็ได้แต่เงียบ

หลังจากนั้นเขาเหมือนจะคบกัน แต่กลับพบว่าเป็นการไปหาในเวลาที่เขามีความต้องการทางเพศ ตนกลัวเขาไปพูดไปแบล็กเมล์มาตลอด และเขาจะชอบขึ้นเสียง พูดจาไม่ดี ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทุกครั้งที่โมโหจะพูดจาหยาบคาย

สุดท้ายจะต้องไปหาเขาทุกครั้งเวลาที่เขาเกิดอารมณ์ทางเพศ และทุกครั้งที่ไปหา เขาจะแก้ผ้าล่อนจ้อนรอไว้ตลอด เมื่อไปถึงก็จะลากขึ้นเตียงเลย จะเลิกก็เลิกไม่ได้เพราะเขาบอกว่า เขาเป็นคนที่จะเลิกเอง เราไม่มีสิทธิเลิก อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ทั้งที่ใจไม่ได้รัก แต่กลัวจะเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะพ่อมีฐานะทางสังคม จึงต้องเงียบและจำยอมมาตลอด

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

วันหนึ่งเขาบังคับให้ไปหาตอนกลางคืน ต้องโกหกพ่อแม่ว่าไปหาเพื่อน แล้วทำโทรศัพท์หายในแท็กซี่ คืนนั้นเขากักขังไว้ในคอนโดฯ ไม่ให้กลับบ้าน ไม่ให้ติดต่อพ่อแม่ และปล่อยกลับมาอีกที 5 โมงเย็นของอีกวันหนึ่ง ตนจึงให้พี่สาวไปเคลียร์กับเขา เพราะอยากจะเลิก เขาไม่ยอมเลิก

เมื่อไปสืบพบว่าติดคดีข่มขืนที่ประเทศอังกฤษ แต่ข่าวปิดเงียบ ทำอะไรไม่ได้ ทุกข์มาก จึงต้องหนีไปเรียนที่ออสเตรเลียจึงเลิกกับเขาได้ ผ่านไป 15 ปีเขายังทำแบบนี้ไม่มีเปลี่ยน น่าจะมีเหยื่อเยอะมาก แต่จะกล้าออกมากันไหม รับไม่ได้ถ้าเขาจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งใหญ่ทางการเมือง

ส่วนผู้เสียหายอีกรายหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า ต้องกินยารักษาทุกวันถึงทุกวันนี้ ระบุว่า ทำงานอีเวนต์ เมื่อปี 2558 รู้จักกับรองหัวหน้าพรรค ใช้ชื่อปลอมว่า “ดุ๊ก” (Duke) ขอเจอขอเลี้ยงข้าว ตนปฏิเสธแต่ถูกตามตื๊อมาตลอด

กระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสได้พบกัน ใช้จังหวะนั้นขึ้นไปที่อะพาร์ตเมนต์ทาวเวอร์ พาร์ค ในซอยสุขุมวิท 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ หลอกว่าจะขึ้นไปเอาของข้างบน ให้ขึ้นไปด้วย ปรากฏว่าถูกข่มขืนกระทำชำเราทันที พยายามต่อสู้ขัดขืน แต่สู้แรงไม่ไหวถูกจับมือจนมือเขียว กระทั่งเขาสำเร็จความใคร่ ทีแรกมีความคิดว่าจะแจ้งความ แต่เขากล่าวว่าจะแจ้งความเหรอ รู้ไหมว่าพ่อเป็นใคร ถ้าแจ้งความครอบครัวน้องจะโดนอะไรบ้าง ปิดข่าวเอาเงินฟาดได้หมดอยู่แล้ว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพิ่งจะเปิดปากบอกพ่อแม่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แม่ทุบโต๊ะทำไมเป็นคนแบบนี้ กระทั่งไปทำงานที่พรรคการเมืองหนึ่ง เจอรองหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ก็พยายามหาเบอร์ใหม่จนเจอ ทักเข้ามาอีก ชวนไปกินข้าวอีก แต่ได้ปฏิเสธ

ที่ย้อนแย้งก็คือ หลังก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราเสร็จ ในโซเชียลฯ ของเขากลับโพสต์เรื่องธรรมะ เวลาตามตื๊อจะใช้แอปพลิเคชัน WhatsApp ในการตามตื๊อ มีการเคยนัดไปรับประทานข้าวที่ร้านอาหารกึ่งผับอโบฟ อีเลฟเว่น เวลาอยู่กับตนใช้ชื่อว่าดุ๊ก แต่พอสั่งสุรามาดื่มไม่ได้ใช้ชื่อดุ๊ก แต่เป็นชื่อจริงที่ทุกคนได้ยิน ผู้เสียหายจึงคิดว่าทำไมถึงโกหก

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

8. สน.ลุมพินี นายษิทรา เดินทางมาเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ในวันนี้ตนเดินทางมาเพื่อติดตามเรื่องที่ผู้เสียหายเคยแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา โดยเหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตนได้พูดคุยกับผู้เสียหายจนทราบข้อเท็จจริงแล้ว ทราบว่า แม่ของผู้เสียหายเองก็ชื่นชอบพรรคการเมืองนี้เช่นกัน เพราะเป็นคนพูดจาดี แต่เมื่อเกิดเรื่องก็เสียความรู้สึกจนต้องมาพบตน

อีกทั้งเมื่อมีข่าวออกไป ก็มีเหยื่ออีก 3 คนติดต่อตนเข้ามา ซึ่งมีอายุประมาณ 18 ปีทั้งหมด รายหนึ่งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี มีแม่ทำงานในพรรคเดียวกันกับผู้ก่อเหตุ อีกรายถูกข่มขืนจนต้องหนีไปประเทศอังกฤษ อีกรายโดนลวนลาม ซึ่งเหยื่อบางรายถูกพาขึ้นคอนโดส่วนตัวด้วย

นายษิทรา กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เพราะตลอดเวลาที่เหยื่อพูดก็แสดงอาการร้องไห้ตลอดเวลา ขณะเกิดเหตุแม้จะขัดขืน พยายามหลบหลีก แต่นักการเมืองคนดังกล่าวก็ใช้กำลัง แม้จะมีคนอื่นอยู่ในร้าน แต่ก็เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเหยื่อทั้งอายและกลัว จึงไม่กล้าขอความช่วยเหลือ โดยพฤติกรรมของนักการเมืองรายนี้ จะมีการพูดคุยทำนองชู้สาวและเรื่องใต้สะดือ ส่วนมากเหยื่อจะอายุประมาณ 18 ปีทั้งหมด ซึ่งตนได้ข้อมูลมาทั้งหมดว่าถูกพาไปขึ้นคอนโดส่วนตัวที่ใด

นายษิทรา กล่าวอีกว่า หากนักการเมืองรายนี้ไม่กลัวความผิด เมื่อวานนี้จะพยายามโทรไปขอโทษผู้เสียหายและแม่เขาทำไม อยากให้ออกมาปฏิเสธ เพราะเชื่อว่าจะนำแชตของแม่ผู้เสียหายมาแสดง ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะทราบดังกล่าว

นอกจากนี้ ตนเชื่อว่ามีเหยื่อรวมแล้วเกิน 10 คน ถูกข่มขืนไม่ต่ำกว่า 5-6 คน โดยมีพฤติกรรมในลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2556 และเหยื่อรายล่าสุดคือเมื่อปีก่อน ทำให้ต้องหนีไปต่างประเทศ หรือเป็นโรคซึมเศร้า โดยสถานที่ที่ใช้ในการก่อเหตุนั้น จะใช้ร้านอาหารแห่งนี้นัดพบหลายครั้ง อีกทั้งผู้ก่อเหตุมักจะข่มขู่เหยื่อในทำนองว่า “รู้หรือไม่ว่าพ่อของตนเป็นใคร” จนทำให้เหยื่อหวาดและไม่กล้าแจ้งความ นักการเมืองรายนี้มีรสนิยมชอบเหยื่อที่มีอาการขัดขืน

ทั้งนี้ ขอให้เหยื่อรายอื่นๆ หากถูกกระทำในลักษณะนี้ให้มาแจ้งความเอาผิด เพราะโทษของคดีนี้มาอายุความถึง 20 ปี โดยส่วนตัวแล้วไม่กลัวจะถูกฟ้อง รวมถึงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ก็ต้องแจ้งความตอนนี้

เบื้องต้นทราบว่า ตำรวจได้ไปเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านดังกล่าว ที่ตั้งอยู่ชั้นดาดฟ้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยสุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ แล้วเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา แต่ตนไม่ทราบว่าจะเห็นพฤติกรรมหรือไม่

9. พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผกก.สน.ลุมพินี เปิดเผยว่า ได้สอบปากคำผู้เสียหาย หลังรับแจ้งความเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมาแล้ว ส่วนรายละเอียดความคืบหน้าของคดีนั้น รายละเอียดยังคงอยู่ในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยได้

10. นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวที่ลานแม่พระธรณี พรรคประชาธิปัตย์ โดยประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ทุกตำแหน่ง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

“ผมยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ข้อกล่าวหาที่มีมา ผมขอปฏิเสธ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กระทบกับการทำงานของผมกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทบต่อภาพลักษณ์ ผมตัดสินใจรับผิดชอบด้วยการออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า พร้อมยินดีให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าตนข่นขืนผู้หญิงด้วยนั้น รู้สึกช็อกและตกใจ ยืนยันตนไม่มีนิสัยเช่นนั้นแน่นอน ไม่ใช่คนแบบนั้น ขณะนี้ยังไม่คิดจะฟ้องกลับใคร ถ้ามีการให้การเท็จ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลาไปก่อน

วันนี้ ขอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรงจะดีที่สุด เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการเล่นข่าวนี้ในเวลาเลือกตั้ง เป็นการหวังผลทางการเมืองหรือไม่นั้น ตนไม่อยากคิดว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายปริญญ์ ระบุว่า ได้ชี้แจงเรื่องราวที่เป็นข่าวต่อบิดา คือ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง และเป็นอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว

แต่ยังไม่ได้คุยกับทนายความ และได้โทรศัพท์ไปชี้แจงกับแม่ของน้องผู้หญิงที่เป็นข่าวเสียหายแล้ว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้เจตนาจะไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด โดยระบุว่า เหตุการณ์วันดังกล่าวเกิดขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เวลา 17.00 น. โดยประมาณ ซึ่งคนแน่นร้าน ไม่ได้อยู่สองต่อสอง เมื่อถามถึงคดีที่เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ นายปริญญ์ กล่าวสั้นๆ ว่า จบไปนานแล้ว ไม่กระทบอะไรกับคดีนี้

สรุป: เรื่องแบบนี้ และผู้เกี่ยวข้องที่ “เล่นกับสื่อเป็น” จะถูกเล่นเป็น “ซีรี่ย์” ในพื้นที่ข่าว ไลฟ์ และรายการสัมภาษณ์ต่าง ๆ ต่อไปอย่างแน่นอน และจะต้องมีคนขยายผลไปเป็นเรื่องทางการเมือง ลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยอย่างแน่นอน

ปัญหาคือ พรรคประชาธิปัตย์จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร ในเวลาที่กำลังลุยหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม. ส่วนตำรวจจะหาหลักฐานมาทำให้ “ข้อกล่าวหา” หนักแน่นขึ้น จนถึงขั้น “ดำเนินคดี” ได้มากน้อยเพียงใด และปริญญ์ พานิชภักดิ์ จะสู้กับเรื่องนี้อย่างไร

ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม!!

อ่านข่าวเพิ่มเติม