ดูหนังออนไลน์
General

‘หมอศิริราช’ ขอคนไทย ‘หยุด อยู่บ้าน’ เบรคสถานการณ์วิกฤติ ยอดตายทะลุ 7 พัน เดือนเม.ย.

หมอศิริราช! สุดทน ย้ำ 1 เดือนรู้ผลหากคนไทยใช้ชีวิตปกติ ยอดติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทะลุ 3.5 แสน ตาย 7,000 คน แน่นอน ระบบรักษาพยาบาลรองรับไม่ได้ “ต้องเลือกรักษาใคร” ขอร้องคนไทยช่วยกันทำวันนี้ ยึดหลัก “โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ หากคนไม่ติดต่อกัน”  ต้องอยู่บ้าน การควบคุมโรคจึงจะได้ผล

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และทีม ประเมินสถานการณ์ไวรัส COVID-19 มาระยะหนึ่ง โดยอาศัยข้อมูลต่างๆประกอบ สุดท้ายต้องออกโรงเล่าสถานการณ์ และการประเมินความรุนแรงตามหลักวิชาการ ที่ประเทศไทยมีโอกาสได้เจอ เพื่อย้ำ และขอร้องให้คนไทยออกแรงช่วยกัน ณ ตอนนี้ก่อนจะสายเกินไป

โดยคุณหมอ บอกว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูล และนำไปสู่การหารือกับนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัด หลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขผู้ติดเชื้อ ที่วิ่งสูงขึ้น จาก 2 คลัสเตอร์ใหญ่ คือ ผับ และสนามมวย ทำให้เกิดความกังวล โดยเราพบว่าประเทศไทยใช้เวลา 3 วัน ในการทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากระดับ 100 ราย สู่ 200 ราย ใกล้เคียงกับเยอรมัน ดังนั้นถ้าไทยไม่ทำอะไรสถานการณ์จะแย่เหมือนกลุ่มยุโรป ทำให้มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 33% ต่อวัน

วันนี้ไทยมีการรายงานผู้ป่วย COVID-19 สะสมไต่ระดับ 100 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม หรือ อยู่ที่ 114 คน คาดว่า 1 เดือนต่อจากนี้ หรือ วันที่ 15 เมษายน 2563 ไทยอาจมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 350,000 ราย แต่ถ้าสามารถลดระดับการเร่งตัว 33% ต่อวัน มาอยู่ที่ 20% ต่อวัน จะมีคนไข้COVID-19 ในไทยลดลงเหลือ 24,269 ราย

” ถ้าทุกคนไม่ทำอะไร ออกจากบ้าน พูดคุย ทำงานตามปกติ ในวันที่ 15 เมษายนนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อคาดว่าจะไปถึง 351,946 ราย มีผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล 52,792 ราย คนไข้หนัก ต้องนอนไอซียู 17,597 ราย และเสียชีวิต 7,039 ราย “

แต่ถ้าช่วยกันลดให้อัตราจาก 30% เร่งตัวเหลือ 20% ต่อวันได้สำเร็จ ในวันที่ 15 เมษายนนี้ คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วย 24,269 ราย นอนในโรงพยาบาล 3,640 ราย คนไข้หนักต้องนอนไอซียู 17,597 ราย และเสียชีวิต 485 ราย

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ย้ำว่า การที่มีคนป่วยจำนวนมาก สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รพ.สนามนอกรพ. และคนป่วยจะมามากจน เกินศักยภาพของระบบการรักษาพยาบาล ไม่สามารถรักษาทุกคนได้ จนต้องเลือกว่าควรรักษาใคร

โดยศิริราช ได้ดึงข้อมูลศักยภาพของรพ.ทั้งหมดออกมาให้ทุกคนเห็นภาพ สำหรับกรุงเทพ มีห้องแยกผู้ป่วยเดี่ยวทั้งหมด 237 ห้อง ต่างจังหวัด 2,444 ห้อง หากเป็นคนไข้อาการไม่เยอะ เป็นห้องผู้ป่วยรวมหลายเตียง 143 ห้อง ต่างจังหวัด 3,061 ห้อง และห้องควบคุมความดัน เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายออกไปข้างนอกจำนวน 136 ห้อง ต่างจังหวัด 1,042 ห้อง

ทั้งนี้กรณีผู้ป่วยไม่เสียชีวิต ผู้ป่วยหนักจะใช้เวลาพักรักษาตัวเป็นสัปดาห์ และจะมีผู้ป่วยสะสมมากขึ้น ถึงขั้นต้องเลือกจัดสรรให้ทรัพยากร ในการรักษาให้เพียงพอ แต่ก็อาจไม่เพียงพอ แต่ถ้าหากเราควบคุมให้อัตราเร่งตัวลดเหลือ 20% ต่อวัน เราจะยังพอคุมสถานการณ์ได้อยู่

อีกเรื่องที่เรากังวล ก็คือ จำนวนบุคลากร 8% ของผู้เสียชีวิตในอิตาลี มาจากชุดกาวน์ป้องกัน และหน้ากากไม่พอ และจำนวนแพทย์ก็อาจไม่พอรองรับคนไข้จำนวนมากด้วย หากไม่ดักตั้งแต่ต้นน้ำ

ปัจจุบัน ไทยมีบุคลากรการแพทย์ทั้งหมอและพยาบาลของรัฐ 156,115 คน และเอกชน 32,616 คน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะดูแลผู้ป่วยหนักไวรัส COVID-19 ได้ทั้งหมด ต้องเป็นแพทย์เฉพาะด้าน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องช่วยกันลดอัตราการติดเชื้อ เพื่อให้จำนวนบุคลากรเพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย

สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ประเมินไว้ว่ายอดผู้ป่วยไวรัส COVID-19 ปลายเดือนมีนาคม ทะลุหลักพันแน่นนอน คาดว่าจะขึ้นเป็น 2,500 ราย ถ้าไม่ทำอะไรเลย เรากำลังวิ่งขาขึ้น และหากไม่มีการร่วมมือกันอย่างจริงจังต่อไป คาดว่าช่วงวันที่ 23-30 มีนาคม 2563 จะเห็นผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 จำนวน 2,500 ราย และเพิ่มเป็นจำนวน 17,500 ราย ในวันที่ 6-13 เมษายนนี้

แต่หากเราดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถชะลออัตรา เพิ่มจำนวนการติดเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถชะลอการระบาดของโรค และลดจำนวนผู้ติดเชื้อ  และสิ้นสุดได้ภายใน 6-9 เดือน

ทางด้าน ผศ.นพ.มนศักดิ์ ชูโชติรส รองผู้อำนวยการรพ.ศิริราช ระบุข้อเท็จจริงที่เกิดในเวลานี้ ว่า จากตัวเลขของเรามีผู้ป่วยไวรัส COVID-19 มารักษา 6 ราย หนัก 4 ราย ปานกลาง 2 ราย และระหว่างวันที่ 1-16 มีนาคมที่ผ่านมา เราใช้ชุดกาวน์ไป 200 ชุด จากปกติใช้ 16 ชุดต่อเดือน ดังนั้นชุดน่าจะหมดในเร็ววันนี้ ส่วนหน้ากาก เคยใช้เดือนละ 250,000 ชิ้น แต่ 16 วันที่ผ่านมา ใช้ไป 210,000 ชิ้น ก็จะหมดเร็วๆนี้เช่นกัน

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ย้ำว่า ที่เราต้องมาบอกกัน เพื่อหาทางไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญ และรีบช่วยกัน โดยเริ่มตั้้งแต่วันนี้ จึงจะทันการณ์

สำหรับธรรมชาติของโรคระบาด และมาตรการที่ควรนำมาใช้

ระยะที่ 1 มีคนจากข้างนอกมาติดในพื้นที่ของเรา

มาตรการที่ควรใช้ คือ การทำ containment ปิดกั้นไม่ให้เข้ามา เช่น การระงับการเดินทางของคนจากพื้นที่เสี่ยงเข้ามาในประเทศเรา ซึ่งประเทศไทยไม่ได้แบนช่วงแรก แต่ขณะนี้ดำเนินการแล้ว เพื่อควบคุมการเข้าออกทั้งที่ สนามบิน และเส้นทางชายชอบ เพราะหากไม่ปิดกั้น ตอนเดินผ่านสนามบินไม่มีไข้ก็ผ่านเข้ามาได้ และขอย้ำว่าการผ่านเครื่องเทอร์โมสแกน 48% มีโอกาสหลุดรอด ดังนั้นดีที่สุด คือ หยุดคนเดินทางเข้าออก

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่คนติดเชื้อ จะแพร่ให้คนของเรากันเอง ซึ่งระยะนี้ คนไทยต้องช่วยกัน มาตรการที่ควรทำ คือ  ต้องตรวจจับคนติดเชื้อให้ได้ และไปกักกันแยกตัวออกจากสังคม (Isolation) รวมถึงการนำคนมีประวัติ ไปเฝ้าระวัง จนกว่าจะพ้นระยะฟักตัว ( Quarantine) อีกวิธี คือ ปิดพื้นที่เสี่ยง เช่น สถานศึกษา สถานบันเทิง และต้องทำอย่างเด็ดขาดด้วย

ระยะที่ 3 สำหรับในต่างประเทศ มาตรการ คือ ปิดประเทศ และปิดเมือง ไม่ให้คนติดเชื้อรายใหม่เข้ามา และไม่ให้คนติดเชื้ออยู่แล้วแพร่กระจายออกไป ให้คนในประเทศอยู่บ้านไม่เดินทาง สังเกตอาการตนเอง เพราะระยะนี้ เวลาออกจากบ้าน จะมีโอกาสได้เชื้อเข้ามาในตัวเราตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว และย้ำอีกว่า รับเชื้อตอนแรกๆ ก็จะไม่มีอาการด้วย

สำหรับการกักตัวอยู่ที่บ้านนั้น จะต้องหมายถึงไม่ออกไปเจอใคร 3 สัปดาห์ ระยะฟักตัว 14 วันก็จริง แต่เชื้ออาจมีการกระจายออกไป จึงต้องเป็น 3 สัปดาห์ ขอย้ำหลักที่ว่า “โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ หากคนไม่ติดต่อกัน” 

ทั้งนี้ขอให้ดูอย่างเมืองจีน หลังปิดประเทศจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สามารถลดการเล็ดรอดออกนอกประเทศ ของกลุ่มผู้ติดเชื้อ COVID-19 ไปได้ 70.5% หากไม่ประกาศนโยบายห้ามเดินทางเข้าออกประเทศ คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อในตัวอย่างน้อย 779 ราย ที่ออกนอกประเทศไปก่อนกลางเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และในช่วง 3.5 สัปดาห์แรกของการประกาศนโยบายนี้สามารถลดการเล็ดรอดของผู้มีเชื้อในตัวออกนอกประเทศไปได้ถึง 81.3%