สทนช. เตรียมภาคใต้ 7 จังหวัด เตรียมตัวมือรับฝนระลอกใหม่ 11-15 ธ.ค. นี้ ย้ำคาดการณ์ฝน 3 วันล่วงหน้า เพื่อเตรียมอพยพได้ทันทีหากประเมินพบความเสี่ยงสูง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ภาคใต้ ช่วงวันที่ 11-15 ธ.ค. 2568 จากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ประกอบกับลมตะวันออกจะพัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ดังนั้น จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมือง เนื่องจากระบายไม่ทัน และระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ว่า พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ในช่วงวันที่ 11 – 15 ธ.ค. 2568 จำเป็นต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมือง เนื่องจากระบายไม่ทัน และระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุง มีแนวโน้มฝนตกประมาณ 100-150 มิลลิเมตร ในช่วงวันที่ 11-12 ธ.ค. ในส่วนของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งรวมถึงพื้นที่เขตแดนที่ติดกับประเทศมาเลเซีย อาจมีฝนตกหนักช่วงวันที่ 14-15 ธ.ค. จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่จังหวัดสงขลา อาจเกิดฝนตกหนักในพื้นที่อ.สะเดา
ทั้งนี้ สทนช. ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 3 วันอย่างต่อเนื่อง เพื่อการคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หากประเมินแล้วพบว่าจะเกิดอุทกภัยในระดับที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ต้องมีการเตรียมอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ดังกล่าวก่อนทันที โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะร่วมกันบริหารจัดการในเชิงพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้มีการบริหารจัดการเขื่อนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี มีปริมาณน้ำ 80% ของความจุเก็บกัก เขื่อนบางลาง จ.ยะลา มีปริมาณน้ำ 65% ของความจุเก็บกัก ซึ่งได้มีการเตรียมพร้อมใช้เขื่อนเป็นเครื่องมือในการหน่วงน้ำเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ช่วงเกิดฝนตกหนักอย่างเต็มศักยภาพ

ในส่วนของสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงได้ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เช่น บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน บริเวณถนนพระราม 2 จ.สมุทรสาคร บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ รวมถึงริมฝั่งทะเลในพื้นที่ภาคใต้ เช่น บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากอิทธิพลของน้ำทะเล ไม่ใช่มวลน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อน เนื่องจากเขื่อนทุกแห่งได้ระบายน้ำตามแผนที่วางไว้ พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้มีการปรับการระบายน้ำของเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อเร่งคลี่คลายระดับน้ำให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าระดับน้ำทะเลหนุนจะลดลงภายใน 2-3 วันนี้
ด้านสถานการณ์ภาคกลาง ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาได้ปรับลดอัตราการระบายน้ำลงเหลือ 1,100 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และคาดว่าจะลดลงเหลือ 700 ลบ.ม. ต่อวินาที ในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงทุ่งลุ่มต่ำต่าง ๆ ทยอยลดลงตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปีนี้มีปริมาณน้ำในทุ่งลุ่มต่ำเป็นจำนวนมาก จากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนของประเทศ กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มที่ ช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ทำการเกษตรได้โดยเร็วที่สุด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ด่วน! กรมอุตุฯ เตือน 4 จังหวัดใต้ ‘ฝนตกหนัก’ รับมือท่วมฉับพลัน
- ‘ภาคใต้’เตรียมพร้อม!! ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ เตือน 10 จังหวัดใต้ฝนตกหนักมาก
- กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 9 ‘พายุโคโตะ’คาดอ่อนกำลังลงรวดเร็ว
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg