General

แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมโชว์หลักฐาน กัมพูชาวางทุ่นระเบิด ต่อคณะทูต 31 ประเทศ

แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมโชว์หลักฐาน กัมพูชาวางทุ่นระเบิด ต่อคณะทูต 31 ประเทศ ลงพื้นที่ศรีสะเกษวันนี้

วันนี้ (16 ส.ค.) นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้นำคณะทูตานุทูตและผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศรวม 31 ประเทศ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2
พลโท บุญสิน พาดกลาง

นำคณะทูตลงพื้นที่ศรีสะเกษ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน, รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา และผู้แทนจากองค์กรด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ได้เห็นสถานการณ์จริงด้วยตนเอง โดยนายมาริษได้กล่าวขอบคุณคณะทูตที่ร่วมเดินทางและหวังว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากพื้นที่โดยตรง

สำหรับกำหนดการในช่วงเช้า คณะทูตได้เดินทางไปยังโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมสถานการณ์จากผู้แทนกองทัพบก, กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชี้แจงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพลเรือนและการดำเนินการของฝ่ายไทย

จากนั้นในช่วงบ่าย มีกำหนดการนำคณะทูตและสื่อมวลชนขึ้นไปยังพื้นที่ภูมะเขือ เพื่อสำรวจสภาพภูมิประเทศจริง และเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ที่กำลังดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าถูกวางโดยฝ่ายกัมพูชา อันเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ

แม่ทัพภาคที่ 2

พร้อมโชว์หลักฐาน กัมพูชาวางทุ่นระเบิด

ด้าน พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ทหารพร้อมที่จะให้ผู้แทนนานาชาติเข้าไปดูพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เราได้เก็บข้อมูลหลักฐานเอาไว้หมดแล้ว ซึ่งชี้ชัดได้ว่า ทหารกัมพูชาเป็นผู้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ทำทหารไทยบาดเจ็บหลายราย

เรามีทุ่นระเบิดที่เราเก็บได้ และจะพาไปดูจุดเกิดเหตุที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางเอาไว้  ซึ่งเป็นแผ่นดินไทย และเป็นระเบิดที่นำมาวางใหม่ ขณะนี้เราได้ทำการเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยแล้ว

พลโท บุญสิน กล่าวว่า สำหรับพื้นที่อื่นที่จำเป็นต้องใช้ทหารลาดตระเวนนั้น ในระหว่างนี้ได้สั่งการให้เฝ้าตัว ทางไกลก่อน ยังไม่ให้เข้าไปพื้นที่ หากเครื่องมือ อุปกรณ์ การตรวจทุ่นระเบิด ยังไม่เพียงพอ แต่หากมีความจำเป็นต้องลาดตระเวนให้ใช้เทคโนโลยี โดรน เฝ้าตรวจไปก่อนแทนการลาดตระเวน เพราะไม่คุ้ม พร้อมทั้งใช้ลวดหนามหีบเพลง ที่ได้รับบริจาคกับประชาชนขวางกั้นให้ทั่วถึงทั้งหมด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo