General

9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ

กรมชลฯ เดินหน้า 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยระบบชลประทานทั่วประเทศ ลดและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน  

หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูร้อน และเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน ปี 2568 ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปีนี้ มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5%

ฤดูฝน ปี 2568

ขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ในปีนี้คาดว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนเร็วกว่าปกติ คือในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยมีแนวโน้มปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติ 17% และอาจจะมีสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง ประมาณช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน ก่อนที่สถานการณ์ฝนจะกลับมาตกหนักมากอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม ที่คาดว่าจะมีฝนมากกว่าค่าปกติถึง 29% รวมทั้งมีแนวโน้มจะเกิดพายุโซนร้อน 1-2 ลูก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง

กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ รวมถึงดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ จึงได้เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน โดยเดินหน้าใช้ระบบชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาล และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

S 72474752 0

ในส่วนของการรับมือกับฤดูฝนปี 2568 นี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ด้วยการกำหนดพื้นที่ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งหน้า

พร้อมกันนี้ ยังมีการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเน้นย้ำให้ตรวจสอบอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เตรียมเครื่องจักรกล เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนบูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

S 72474746 0

เปิด 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 

1. คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ จัดทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วม ฯลฯ

2. ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำ อย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำ และกลุ่มลุ่มน้ำ โดยมีการปรับเกณฑ์ระดับเตือนภัยแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกัน รวมถึงจุดบ่งชี้ระดับน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น (flood mark)

3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร บุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถรองรับสถานการณ์ในช่วงน้ำหลากและฝนทิ้งช่วง ด้วยการจัดทำระบบฐานข้อมูลเครื่องจักรเครื่องมือ

4. ตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัย คันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ จัดทำข้อมูลและตรวจสอบความมั่นคงทำนบชั่วคราว และจัดทำแผนการซ่อมแซมช่วงอุทกภัย

รวมทั้งเพิ่มการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินการระบายน้ำ ตลอดจนจัดทำข้อมูลสารสนเทศกำจัดผักตบและวัชพืชลอยน้ำ

5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของทางน้ำอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเพิ่มการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินการระบายน้ำ ตลอดจนจัดทำข้อมูลสารสนเทศกำจัดผักตบและวัชพืชลอยน้ำ

S 72474740 0

6. ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย และฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ ด้วยการกำหนดรูปแบบแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่

7. เร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

8. สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย ในการติดตาม เฝ้าระวัง รับมือภัยด้านน้ำ ดังนี้

  • ซักซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านอุทกภัยและดินโคลนถล่มในระดับท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ
  • ประชาสัมพันธ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นทิศทางเดียวกันในลักษณะเป็นเอกภาพ (Single Command)
  • จัดทำบัญชีผู้ให้ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งชี้แจงข่าวเท็จ (Fake News) ในระดับส่วนกลางและพื้นที่ เพื่อให้ภาคประชาชนได้รับข้อมูลข้อเท็จจริง

9. ติดตามประเมินผล ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามและรายงานผล ตลอดจนจัดทำแผนสำรองในการจัดการภัย

ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (ณ 14 พ.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,615 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,722 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่สถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 44,596 ล้าน ลบ.ม. ในจำนวนนี้ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 20,386 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,998 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 52% ของความจุอ่างฯ รวมกัน และสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 11,873 ล้าน ลบ.ม.

แหล่งน้ำ

แผนจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปี 2568

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูฝน กรมชลประทานได้สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวนาปีตามความเหมาะสม เน้นใช้น้ำฝนเป็นหลัก และใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วง คาดการณ์จะมีพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูฝนทั่วประเทศกว่า 18 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปี 17 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 1 ล้านไร่

ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 มีปริมาณน้ำต้นทุนฤดูฝน 19,914 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูฝนอยู่ที่ 31,710 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำรวม 16,739 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น น้ำเพื่อเกษตรกรรม 7,580 ล้าน ลบ.ม. (45%) น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค 1,654 ล้าน ลบ.ม. (10%) น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม 260 ล้าน ลบ.ม. (2%) และน้ำสำหรับรักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 7,245 ล้าน ลบ.ม. (43%)

S 72474728

กรมชลประทาน ขอให้เกษตรกรวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตร และในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝน ประมาณเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม คาดว่าปริมาณฝนส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติ ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่คาดว่าจะมีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10%

จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว นับเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน ปี  2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันอุทกภัยและลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ตลอดจนมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมความมั่นคงด้านน้ำทั้งในภาคเกษตร อุปโภคบริโภค และเศรษฐกิจ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo