สธ.เ ตือนผู้แสวงบุญฮัจย์ระวัง “โรคเมอร์ส” หลังอุดีอาระเบียพบผู้ป่วย 9 รายในฮาอิลและริยาด เสียชีวิต 2 ราย ความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีข่าวราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียพบผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส ว่า กระทรวงสาธารณสุข ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รายงานการติดเชื้อไวรัสโคโรนากลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS-CoV) ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 21 เมษายน 2568 รวม 9 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยพบผู้ป่วยอยู่ในฮาอิล 1 ราย และริยาด 8 ราย

สำหรับในริยาด พบกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 6 รายติดเชื้อจากการดูแลผู้ป่วยเพียงรายเดียว โดย 4 รายไม่มีอาการ และ 2 รายมีอาการไม่รุนแรง ไม่เฉพาะเจาะจง คือ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ และอาเจียน ซึ่งเป็นการติดต่อที่ไม่ได้สัมผัสกับอูฐหรือผลิตภัณฑ์จากอูฐโดยตรง แสดงให้เห็นว่าไวรัสยังคงมีการระบาดในอูฐและแพร่กระจายไปยังมนุษย์
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินความเสี่ยงโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค เนื่องจากมีการรายงานการติดเชื้อ MERS-CoV ต่อองค์การอนามัยโลก ที่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการทั้งหมด 2,627 ราย จาก 27 ประเทศ ส่วนใหญ่ 84% มาจากซาอุดีอาระเบีย และตั้งแต่ปี 2562 ไม่มีรายงานการติดเชื้อ MERS-CoV ในมนุษย์จากประเทศนอกตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ โรคเมอร์สเป็นโรคระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร จะแสดงอาการหลังรับเชื้อ 2-14 วัน อาการที่พบคือ ไข้สูง ไอ หายใจหอบเหนื่อย บางรายมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน กรณีที่อาการรุนแรงอาจทำให้ปอดอักเสบ ไตวาย และเสียชีวิตได้
การที่อัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสที่จำเพาะ ต้องดูแลรักษาตามอาการแบบประคับประคอง ติดต่อมาสู่คนโดยมีอูฐเป็นแหล่งรังโรค วิธีการแพร่เชื้อยังไม่ชัดเจน แต่อาจเกิดจากดื่มนมอูฐที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือรับประทานเนื้ออูฐที่ไม่สุก ส่วนการติดต่อจากคนสู่คนจะผ่านทางละอองน้ำมูก/น้ำลายของผู้มีเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิด

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สำหรับชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ที่ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 4-9 มิถุนายน 2568 ซึ่งลงทะเบียนไว้ทั้งหมด 6,603 คน และได้ทยอยเดินทางไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้กำชับให้ทีมแพทย์ที่ส่งไปดูแลสุขภาพชาวไทยมุสลิมระหว่างประกอบพิธี
พร้อมกันนี้ ยังให้ความรู้และเน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรค คือ
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสอูฐหรือเข้าไปสัมผัสฟาร์มสัตว์ รวมถึงการดื่มนมอูฐที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อและไม่รับประทานเนื้ออูฐดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
2. หลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลในพื้นที่ที่มีการระบาดโดยไม่จำเป็น รวมถึงการอยู่ในสถานที่แออัด
3. รักษาสุขอนามัย โดยหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจล ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น สวมหน้ากากอนามัยและไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย
ส่วนผู้แสวงบุญที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จะติดตามเฝ้าระวังสุขภาพต่อเนื่องอีก 14 วัน เพื่อความปลอดภัย ระหว่างนี้หากมีอาการป่วยทางเดินหายใจให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ด่วน! WHO เผยพบผู้ป่วย ‘โรคเมอร์ส’ 9 ราย เสียชีวิต 2 ราย ในซาอุฯ
- สธ. เผย ‘โรคแอนแทรกซ์’ มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่ม ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- โควิดระบาดปีนี้ ยังไม่สุด ‘หมอยง’ ย้ำ ติดเชื้อพีคสุดเดือนพ.ค.-มิ.ย. ก่อนลดระดับ
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg