General

‘เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์’ บทเรียนจากเมียนมาประมูลมือถือ

“ธนา” สะท้อนบทเรียนจากเมียนมา ถึงโครงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ของไทย ยกเคสประมูลมือถือ ชี้ชัดความโปร่งใส มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อดีตผู้บริหารดีแทคเขียนไว้ให้เธอ โพสต์เพจ เขียนไว้ให้เธอ เรื่อง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ : บทเรียนจากเมียนมา โดยระบุว่า

เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์

ฟังดูย้อนแย้งนะครับ เพราะปัจจุบันเมียนมาดูแย่กว่าเราเยอะ จากรัฐประหารและสงคราม แล้วจะมีบทเรียนอะไรจากเขาได้ แต่ ณ ตอนนั้น ช่วงปี 2556 ผมทำงานอยู่ที่ย่างกุ้งและในตอนนั้นมีบางอย่างที่น่าเรียนอยู่กันไม่น้อย

เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิโนตอนนี้ดูจะไม่มีใครสนับสนุนเท่าไหร่นัก มีกลุ่มหนึ่งคือ ไม่ชอบกาสิโนแน่ ๆ และอีกกลุ่มหนึ่งคิดว่าเป็นไอเดียที่ดีถ้าทำได้ โปร่งใสแต่ด้วยความไม่มี trust ต่อรัฐจากหลายเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา คนที่เห็นด้วยก็ไม่สนับสนุน เพราะคิดว่าผลประโยชน์ก็จะไปตกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่มเหมือนเดิมอีก ประเทศก็จะไม่ได้อะไร ในที่สุดต่อให้เป็นโครงการที่ดีก็ตาม

ผมเองก็อยู่ในแกนนี้ คิดว่าเป็นโครงการที่ดีถ้าจัดการได้ดีและประเทศต้องมี man made destination ใหม่ ๆ เพิ่มไม่เช่นนั้นการท่องเที่ยวไทยก็จะค่อย ๆ เสื่อมถอย แต่ก็ได้ยินแต่ข่าวลือว่า กลุ่มนี้จอง กลุ่มนั้นล็อคไปแล้ว ตามสไตล์ไทย ๆ ก็ไม่ได้จะอยากสนับสนุนใดๆ…

เมียนมาเมื่อปี 2556 ก็เช่นกัน ผมบังเอิญไปมีโอกาสเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้พอดี เลยนึกขึ้นได้ จึงอยากจะเทียบเคียงให้ฟัง

เมื่อปี 2556 ในตอนนั้น เมียนมากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารสู่พลเรือน ถ้าจำไม่ผิดเป็นช่วงเต็งเส่ง พม่าก่อนปี 2556 นั้น ระบบโทรคมนาคมในประเทศแย่มาก ๆ โทรศัพท์มือถือมีไม่ถึงล้านเบอร์ มีโอเปอเรเตอร์สองรายคือ MPT กับ Yantanaporn เป็นของรัฐทั้งคู่ (แนว ทศท. กสท.) สัญญานออกนอกเมืองไปก็แทบจะไม่มี

ในสมัยนั้นซิมการ์ดราคาห้าหกหมื่นบาท อัตราการครอบครอง (penetration rate) ไม่ถึง 2% คือ คนร้อยคนมีมือถือไม่ถึงสองคน รัฐบาลทหารในตอนนั้นต้องการประมูลคลื่นความถี่ให้เอกชนมาดำเนินการ และมีจุดประสงค์ที่จะเปิดประเทศมากขึ้น ต้องการการลงทุนมากขึ้น ก็เลยตั้ง คณะกรรมการประเมินและคัดเลือกผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telecommunications Operator Tender Evaluation and Selection Committee) ซึ่งมี นายเซ็ต อ่อง (Set Aung) รองรัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการ

ทั้งนี้ มีโจทย์ชัดเจนว่าต้องการให้การใช้มือถือกระจายสู่ประชาชนให้ทั่วถึง ต้องการให้ราคาลงมาให้มากที่สุด มีสัญญานครอบคลุมที่สุด และที่สำคัญ ไม่ได้ต้องการเงินประมูลมากสุดแต่ต้องการคนทำเป็น มาดำเนินกิจการ

ในช่วง RFP (request for proposals) นี่แหละที่ผมจับพลัดจับผลูได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องแบบงงๆ ..

ในตอนนั้น ผมเพิ่งออกจากงานที่แกรมมี่ แล้วทางเทเลนอร์โดยคุณซิกเว่ เบรกเก้ เจ้านายเก่า โทรชวนให้ผมมารับงานเป็นหนึ่งในทีมทำเอกสารประมูลมือถือที่เมียนมา ผมด้วยความที่ตกงานอยู่ก็เลยรับปากแบบง่าย ๆ ในใจก็คิดว่า เทเลนอร์ไม่น่าจะเข้ารอบแรกด้วยซ้ำ เมียนมาน่าจะล็อคสเปคแล้ว พรรคพวกใครก็พรรคพวกมัน ไทยพัฒนากว่ายังทำกันเป็นปกติ นอร์เวย์นี่ทำอะไรแนวใต้โต๊ะไม่ได้เลย ถ้าไปยุ่งเกี่ยวมีโดนไล่ออกกันหมด จะไปชนะได้ยังไง

ธนา เธียรอัจฉริยะ
ธนา เธียรอัจฉริยะ

พอมาเจอทีมงานเทเลนอร์ ถึงรู้ว่าเทเลนอร์ และมีอีกถึง 90 บริษัทจากทั่วโลก เข้าร่วมยื่น proposal เพราะเชื่อในกระบวนการ bidding เหตุที่บริษัทมาตรฐานเชื่อนั้น ไม่ได้เชื่อเมียนมา แต่เชื่อบริษัทที่ปรึกษาที่คณะกรรมการมอบหมายให้มาออกแบบและดูแลการประมูลให้โปร่งใส บริษัทนั้นเป็นบริษัทเยอรมันชื่อ Roland Burger

ว่ากันง่าย ๆ คือเอามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของเยอรมัน มาการันตีนั่นเอง

Roland Burger ในตอนนั้นทำหน้าที่ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง หน้าที่ของ Roland นั้น ทำตั้งแต่ ออกแบบกระบวนการประมูล (Design the Tender Process) วางโครงสร้างแบบ beauty contest

การกำหนดขั้นตอน ตั้งแต่ EOI-Pre-qualify-RFP-Scoring-Award กำหนดเกณฑ์การคัดเลือก แยกน้ำหนักคะแนนเป็น ด้านเทคนิคสองในสาม การเงินหนึ่งในสาม กำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร (เช่น ฐานลูกค้า, รายได้ขั้นต่ำ)

Roland Burger ยังช่วยร่างเอกสาร RFP (Request for Proposal) ทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเตรียมข้อเสนอได้ตามมาตรฐานสากล สนับสนุนคณะกรรมการเมียนมา เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคในกระบวนการให้คะแนน ช่วยรักษาความเป็นกลางในการตัดสิน และเสริมความโปร่งใส ช่วยให้กระบวนการได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก ทุกขั้นตอนคือ มีให้อ่านให้ตรวจสอบให้ถามได้หมด

หน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าไม่มีการลำเอียง เป็นหน้าที่หลักของ Roland Burger ในตอนนั้นที่มาช่วยทั้งเป็นตราประทับ ออกแบบให้ เป็นไม้กันหมา สำหรับคณะกรรมการที่ไม่มีประสบการณ์และไม่มีความน่าเชื่อถือมาก่อน รัฐบาลเมียนมาก็ปล่อยให้โปร่งใสเต็มที่ เพราะมียุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่านั้น

ในตอนนั้น บริษัทจะมาเดี่ยวก็ได้ รวมกันเป็นกลุ่มก็ได้ แต่บริษัทหลักต้องถือเกินครึ่งและต้องมีลูกค้าในมือสี่ล้านราย มีรายได้หลายร้อยล้านเหรียญ เพื่อการันตีว่า ทำเป็น ด้วยความน่าเชื่อถือของที่ปรึกษา กระบวนการที่ชัดเจน โปร่งใส กติกาที่เข้าใจง่าย proposal ที่มี format มาตรฐานสากล ประกอบกับเมียนมาก็เป็นพื้นที่ท้าย ๆ ในโลกที่คนยังใช้มือถือน้อย ทำให้มีบริษัททั่วโลก 90 บริษัทมาประมูล การแข่งขันที่เป็นธรรมก็ทำให้ยิ่งได้ตัวเลือกมากขึ้นกว่าเดิมมาก

ผมในตอนนั้นถูกเทเลนอร์ให้เป็น head ของ market team เพราะว่า proposal ที่ต้องส่งจะต้องส่งทั้ง technical spec ว่าถ้าได้ใบอนุญาติซึ่งมีอายุ 15 ปี (ต่อได้ 10 ปี) แล้วก็ต้องส่งแผนการตลาดด้วยว่า จะขายซิมราคาไม่เกินเท่าไหร่ จะขยายเครือข่ายไปไหนบ้าง มีการจัดจำหน่ายอย่างไร ปีไหนทำอะไร

ทีมผมมี 4 คนมาจากทั่วโลก นอร์เวย์สอง ไทยหนึ่ง อินเดียหนึ่ง ผมก็ก้มหน้าก้มตาทำแผนหนาหลายร้อยหน้า ซักพักประกาศรอบ 12 บริษัทสุดท้าย เทเลนอร์ก็ยังเข้ารอบอยู่แบบงง ๆ

ในตอนนั้นผมไปอยู่เมียนม่า 6 เดือนเพื่อทำเรื่องนี้ ก็ได้เห็นสภาพตลาดที่ล้าหลัง ซิมราคาแพง ได้ไปคุยกับคนท้องถิ่นที่จินตนาการไม่ออกว่า ซิมจะราคาถูกได้ยังไง ถามว่าทำไมแค่ 6 เดือน ก็เพราะการประมูลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ต่อให้เสนอมา 90 บริษัท ถ้าไม่ต้องล็อบบี้กันก็ใช้เวลาไม่นาน

วันประกาศผลปรากฏว่า เทเลนอร์ กับ OOradoo จากกาตาร์ได้ใบอนุญาตไปใช้เวลาประมูลแค่ 6 เดือน ประมูลเสร็จก็ไม่มีใครประท้วงอะไร เพราะกระบวนการโปร่งใสมาก ๆ
เคสการประมูลมือถือที่โน่นถูกจับตามองจากทั่วโลกเรื่องคอร์รัปชั่น ปรากฏว่า พอประมูลเสร็จอย่างรวดเร็ว โปร่งใส

11

นอกจากนี้ ยังถึงกับ World Bank และ ITU ออกมาชมกระบวนการว่าตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติและเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งทำให้รัฐบาลในตอนนั้นได้รับเครดิตไปอย่างมาก เพราะเจตนารมณ์รัฐบาลตอนนั้น กำลังจะเปิดประเทศ และต้องการโชว์ให้สากลรู้ว่า ประเทศสามารถเปิดเสรีและบริหารจัดการด้วยกติกาสากลได้ เป็นยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าแค่ประมูลมือถือด้วยซ้ำ

หลังจากนั้น ตลาดมือถือของเมียนมาก็ทะยานไปถึงเกิน 50 ล้านเลขหมาย ราคาซิมเหลือยี่สิบกว่าบาท การแข่งขันที่ีมีประสิทธิภาพและมีคนทำเป็น ก็ทำให้ตลาดโตอย่างรวดเร็ว ธุรกิจใกล้เคียงก็พลอยเติบโตไปด้วย ร้านขายมือถือขายซิมผุดเป็นดอกเห็ด บริการเสริม mobile banking และ applicaton ต่าง ๆ ก็มาพร้อมกับ penetration

เศรษฐกิจก็เข้าสู่ยุครุ่งเรือง การลงทุนสะพัด คนไทยจำนวนมากในช่วงนั้นก็ไปลงทุนกันอย่างคึกคัก …. จนมาสะดุดอีกทีกับรัฐประหารในรอบนี้

ผมเองในตอนนั้นประมูลจบ ฉลองกันจบ ซิกเว่ก็ชวนไปทำงานที่เมียนมา ผมก็ปฏิเสธไปเพราะทั้งครอบครัวและติดความสะดวกสบายของเมืองไทย ก็ได้แต่ตามดูอยู่ห่าง ๆ พอเห็นช่วงนี้มีทั้งเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ ผสมกับเรื่องสังคมที่กำลังสิ้นหวังและเป็นเดือดเป็นแค้นกับการฉ้อฉล คอร์รัปชั่นทุกหัวระแหง ไม่ไว้ใจภาครัฐใด ๆ

บางที ถ้าเราจะเริ่มสร้างความเชื่อมั่นกันใหม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างรัฐกับประชาชน การเรียนรู้จากการประมูลที่โน่นในช่วงปี 2556 ที่ใช้โครงการขนาดใหญ่ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม มาเป็นโชว์เคสในเรื่องความโปร่งใส และความสามารถในการบริหารจัดการด้วยกติกาสากล อาจจะเป็นการนับหนึ่งที่ win win ที่รัฐบาลอยากได้ทั้งการสนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลก็ได้นะครับ

เลยลองเขียนเป็นไอเดีย เพราะดันจับพลัดจับผลูไปอยู่ตรงนั้นในช่วงเวลานั้นพอดีและเห็นประเทศที่ได้ทั้งเงิน กล่องและความน่าเชื่อถือในตอนนั้น…..

กระบวนการคัดเลือกใช้รูปแบบ beauty contest ซึ่งประเมินจากคะแนนด้านเทคนิคและการเงิน โดยมีสัดส่วน 67% และ 33% ตามลำดับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo