General

นักวิจัยสหรัฐ พัฒนา ‘CD388’ ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ ประสิทธิภาพสูง สู้ไวรัสดื้อยา-กลายพันธุ์

นักวิจัยสหรัฐ พัฒนา “CD388” ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ ประสิทธิภาพสูง สู้ไวรัสดื้อยา-กลายพันธุ์ ความหวังการป้องกันในอนาคต

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุ การวิจัยยาต้านไรวรัสไข้หวัดใหญ่ ข้อความว่า

ไข้หวัดใหญ่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพที่จำกัดเนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ทุกปี
CD388

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ CD388

นอกจากนี้ ยาต้านไวรัสที่มีอยู่เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir หรือ Tamiflu) และซานามิเวียร์ (Zanamivir หรือ Relenza) มีข้อจำกัดทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและการใช้งาน งานวิจัยชิ้นนี้ใน Nature Microbiology เป็นของทีมวิจัยจาก Cidara Therapeutics ในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนายาต้านไวรัสชนิดใหม่ชื่อ CD388 ซึ่งมีศักยภาพในการป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A และ B อย่างครอบคลุม

งานวิจัยนี้เป็นความพยายามที่จะสามารถพัฒนายาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง ออกฤทธิ์ได้นาน และครอบคลุมไวรัสไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนายาที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ในระยะยาว และยังคงมีประสิทธิภาพแม้ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์

โดยในการศึกษานี้ ทีมวิจัยได้พัฒนา CD388 ซึ่งเป็นยาประเภท Drug-Fc Conjugate (DFC) ชนิดแรกของโลก โดยการเชื่อมต่อซานามิเวียร์ (ยาต้านไวรัสที่ยับยั้งเอนไซม์นิวรามินิเดสของไวรัส) เข้ากับส่วน Fc ของแอนติบอดี IgG1 ของมนุษย์ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมให้มีอายุการออกฤทธิ์ที่ยาวนานขึ้น

โครงสร้างของ CD388 ประกอบด้วยซานามิเวียร์หลายโมเลกุลที่เชื่อมต่อกับโมเลกุลของ Fc ในลักษณะที่ทำให้สามารถจับกับเอนไซม์นิวรามินิเดสของไวรัสได้หลายตำแหน่งพร้อมกัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งการทำงานของไวรัส

CD388

ยับยั้งไวรัสทั้งชนิด A , B และสายพันธุ์ดื้อยา

ทีมวิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพของ CD388 ในการยับยั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง ผลการศึกษาพบว่า CD388 มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A และ B รวมถึงสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาต้านไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ H275Y และ H134N

ในการทดสอบกับหนูทดลอง พบว่า CD388 สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะให้ยาเพียงครั้งเดียวในขนาดต่ำ (0.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้นานถึง 7 วันก่อนการสัมผัสเชื้อ นอกจากนี้ ยังพบว่า CD388 มีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนานในหนูทดลอง (106 ชั่วโมง) และในลิงซินอมอลกัส (364 ชั่วโมง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้เป็นยาป้องกันไข้หวัดใหญ่ระยะยาว

CD388

ลดปริมาณไวรัส-ลดอักเสบในปอด-พัฒนาการดื้อยาต่ำ

ที่น่าสนใจมากๆคือ CD388 ยังสามารถลดปริมาณไวรัสในปอดและลดการอักเสบในปอดของหนูทดลองที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อทดสอบในหนูที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (SCID mice) พบว่า CD388 ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายานี้มีศักยภาพในการใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ด้วย

นอกจากนี้ การทดสอบการพัฒนาการดื้อยาโดยการเพาะเลี้ยงไวรัสร่วมกับยาในความเข้มข้นต่ำเป็นเวลานาน พบว่าไวรัสมีการพัฒนาการดื้อยาต่อ CD388 ในระดับต่ำมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ยาในระยะยาวโดยไม่เกิดปัญหาการดื้อยา

CD388

ประสิทธิภาพสูง ความหวังป้องกันไข้หวัดใหญ่ในอนาคต

นับว่า CD388 เป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติเหนือกว่ายาที่มีอยู่ในปัจจุบันหลายประการ ได้แก่ ประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A และ B รวมถึงสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาชนิดอื่น มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ยาวนาน สามารถให้ยาเพียงครั้งเดียวเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้นานหลายวัน และมีโอกาสในการพัฒนาการดื้อยาต่ำ

ปัจจุบัน CD388 ได้เข้าสู่การทดสอบทางคลินิกระยะที่ 2b สำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในฤดูกาล 2024-2025 ในซีกโลกเหนือ (NCT06609460) ในอนาคต หากการทดสอบทางคลินิกประสบความสำเร็จ CD388 อาจกลายเป็นทางเลือกใหม่ในการป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่ ทั้งในประชากรทั่วไปและในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

นอกจากนี้ ยังอาจมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดภาระทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาในมนุษย์ รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ก่อนที่จะนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo