อหิวาตกโรค 7 ระลอกการระบาด 3 ศตวรรษแห่งการต่อสู้ และความท้าทายใหม่จากการกลายพันธุ์ของเชื้อ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้อหิวาตกโรคเป็น ภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่ เนื่องจากในปี 2566 มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 13% (535,321 ราย) และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 71% (กว่า 4,000 ราย) โดยเฉพาะในแอฟริกาที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 125%

ปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนวัคซีนชนิดรับประทานและการเข้าถึงการรักษา เนื่องจากมีการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบน้ำและสุขอนามัยไม่เพียงพอ แม้จำนวนผู้ป่วยจะลดลง แต่การเสียชีวิตกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าวิตก
ขณะเดียวกัน วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดรับประทาน (ไม่ใช้วัคซีนฉีดเหมือนในอดีต) ในคลังสำรองทั่วโลกหมดลง ส่งผลกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาด WHO จึงออกมาตรการเร่งด่วนสามด้าน ได้แก่ การปรับปรุงระบบน้ำและสุขาภิบาล การเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังการระบาด และการเร่งผลิตวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการ
ประวัติศาสตร์โรคในไทย
ในประวัติศาสตร์ไทย โรคนี้มีความเป็นมาที่น่าสนใจ และสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางการแพทย์ของประเทศ โดยในอดีตโรคนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ โรคป่วงใหญ่ หรือ โรคลงราก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากแบคทีเรีย มีอาการท้องร่วงและอาเจียนรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยขาดน้ำและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การแพร่ระบาดเกิดขึ้นผ่านแหล่งน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
โรคนี้เข้ามาในสยามครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 2 (ปี 2363) ผ่านเส้นทางการค้าจากอินเดียและปีนัง มีการระบาดรุนแรงหลายครั้ง เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 การรับมือกับโรคระบาดมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยในการระบาดปี 2424 มีการจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศถึง 48 แห่งในกรุงเทพมหานคร การดำเนินการครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การก่อตั้งโรงศิริราชพยาบาลในเวลาต่อมา
ต่อมามีการกรมสาธารณสุขจัดตั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 (ปี 2461) เนื่องจากการระบาดรุนแรงของโรคติดต่อ โดยเฉพาะอหิวาตกโรค ทำให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ

การระบาดครั้งสำคัญของอหิวาตกโรค
1. การระบาดครั้งที่ 1 (ปี 2360-2364) เริ่มต้นจากเบงกอล อินเดีย แพร่กระจายไปทั่วเอเชียและไปถึงยุโรป ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง ในประเทศไทยมีการระบาดครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 2 ราวปี 2363 ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3 หมื่นคน
2. การระบาดครั้งที่ 2 (ปี 2372-2394) การระบาดครั้งนี้แพร่จากอินเดียไปจีน ยุโรป และอเมริกา ในประเทศไทยมีการระบาดรุนแรงในสมัยรัชกาลที่ 3 ช่วงปี 2392-2393 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 4 หมื่นคน
3. การระบาดครั้งที่ 3 (ปี 2395-2403) ส่งผลกระทบต่อรัสเซียเป็นหลัก ในประเทศไทยมีการระบาดในสมัยรัชกาลที่ 4 ช่วงปี 2402 มีผู้เสียชีวิตประมาณ หมื่นคน
4. การระบาดครั้งที่ 4 (ปี 2406-2418) เริ่มต้นจากอินเดียอีกครั้ง ในประเทศไทยมีการระบาดช่วงปลายรัชกาลที่ 4 และต้นรัชกาลที่ 5 ราวปี 2413-2414
5. การระบาดครั้งที่ 5 (ปี 2424-2439) ในประเทศไทยมีการระบาดในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงปี 2424-2425 นำไปสู่การปรับปรุงสุขาภิบาลในกรุงเทพฯ
6. การระบาดครั้งที่ 6 (ปี 2442-2466) ในประเทศไทยมีการระบาดช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 นำไปสู่การจัดตั้งกรมสาธารณสุขในปี 2461
7. การระบาดครั้งที่ 7 (ปี 2504-ปัจจุบัน) ในประเทศไทยพบการระบาดเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงปี 2501-2503 และปี 2551-2552 นำไปสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็งขึ้น

การกลายพันธุ์ที่น่ากังวล
พบสายพันธุ์ใหม่ BD-1.2 ที่มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิม (BD-2) เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ที่ทำให้
- เชื้อสร้างไบโอฟิล์มได้ดีขึ้น อยู่ในลำไส้ได้นานขึ้น
- ทนต่อสภาพกรดในลำไส้ได้ดีขึ้น
- ดื้อต่อยาหลายชนิด
- หลบเลี่ยงการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เชื้อเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
- การขยายตัวของเมืองและชุมชนแออัด
- ภัยพิบัติธรรมชาติที่ทำให้ระบบสุขาภิบาลเสียหาย
- การเดินทางและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นทำให้โรคแพร่กระจายได้เร็วขึ้น
- พฤติกรรมการบริโภคที่เสี่ยง เช่น การกินอาหารดิบหรือไม่สะอาด
การรับมือในปัจจุบัน WHO เน้นการปรับปรุงระบบน้ำและสุขาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรค และเร่งผลิตวัคซีนให้เพียงพอ
ที่มา: ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ปี 2568 เตรียมรับมือโอไมครอน LP.8.1 จ่อขึ้นแท่นสายพันธุ์หลักทั่วโลก
- ไทย เผยจีโนมแรกของเชื้อไวรัสฝีดาษวานร Clade Ib ที่พบครั้งแรกในไทยและเอเชีย
- ‘หมอยง’ เตือนไทยเฝ้าระวังโรค X ในคองโก แม้ห่างไกล บทเรียนจากโควิด-19
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg