General

เปรียบเทียบ วิธี ‘ฉีดวัคซีนฝีดาษลิง’ ใต้ชั้นผิวหนัง-ในชั้นผิวหนัง แบบไหนดีกว่ากัน?

เปรียบเทียบ วิธี “ฉีดวัคซีนฝีดาษลิง” ใต้ชั้นผิวหนัง-ในชั้นผิวหนัง แบบไหนดีกว่ากัน?

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ได้เปรียบเทียบวิธีการฉีดวัคซีน สำหรับป้องกันโรคฝีดาษลิง ในปัจจุบัน ดังนี้

การเปรียบเทียบวิธีการฉีดวัคซีน “JYNNEOS”  แบบ การฉีดยาเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous administration) และ การฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง (intradermal administration) เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิง (mPOX) โดยทั้งสองวิธีป้องกันการติดเชื้อได้ใกล้เคียงกันคือ 66-80%

ฝีดาษลิง

วิธีการฉีด

  • การฉีดยาเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous): ฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปฉีดที่ต้นแขน
  • การฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง (Intradermal): ฉีดเข้าชั้นผิวหนังส่วนบน

ปริมาณและจำนวนโดส

  • Subcutaneous: 0.5 มิลลิลิตรต่อโดส
  • Intradermal: 0.1 มิลลิลิตรต่อโดส

ทั้งสองวิธีใช้ 2 โดส ห่างกัน 28 วัน

ความยากในการฉีดและการฝึกอบรม

  • Subcutaneous: ง่ายกว่า ใช้เทคนิคทั่วไป ต้องการเพียงการฝึกอบรมมาตรฐาน
  • Intradermal: ยากกว่า ต้องการความแม่นยำสูงและการฝึกอบรมพิเศษ

ฝีดาษลิง

ผลข้างเคียงเฉพาะที่

  • Subcutaneous: น้อยกว่า
  • Intradermal: มากกว่า มีโอกาสเกิดอาการแดง บวม และคันบริเวณที่ฉีด

ค่าใช้จ่าย (ในประเทศไทย)

  • Subcutaneous: 8,500 บาทต่อโดส รวม 17,000 บาทต่อคอร์ส
  • Intradermal: 2,200 บาทต่อโดส รวม 4,400 บาทต่อคอร์ส

ข้อดี

  • Subcutaneous: ง่ายต่อการบริหารจัดการ เหมาะสมเมื่อมีวัคซีนเพียงพอ
  • Intradermal: ประหยัดวัคซีน และมีราคาถูกกว่า เหมาะสมเมื่อมีวัคซีนจำกัด

ข้อจำกัด

  • Subcutaneous: ใช้วัคซีนปริมาณมากกว่าและมีราคาแพงกว่า
  • Intradermal: ต้องการทักษะเฉพาะในการฉีด และต้องฉีดพร้อมกัน 4 คนเพื่อความคุ้มค่า

โดยสรุป วิธี subcutaneous ง่ายต่อการบริหารจัดการแต่ใช้วัคซีนมากกว่าและแพงกว่า ในขณะที่วิธี intradermal ประหยัดวัคซีนและมีราคาถูกกว่า แต่ต้องการความเชี่ยวชาญในการฉีดมากกว่า

ฝีดาษลิง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo