“ชัชชาติ” ชี้แจงปัญหา “แอชตัน อโศก” ยันทำตามขั้นตอนกฏหมาย ไม่เอื้อประโยชน์ใคร เผยเคยทักท้วงแล้ว 3 ครั้ง เร่งถกอนันดา ก่อนขีดเส้นตาย 30 วันแก้ไขให้ถูกต้อง
วันนี้ (3 ส.ค. 2566) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และ นายสุรัช ติระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ร่วมแถลงข่าวแนวทางการดำเนินการกรณีโครงการ แอชตัน อโศก ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาต

นายชัชชาติกล่าวว่า กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายควบคุมอาคาร ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย และปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง
รศ.ดร.วิศณุ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นเริ่มจากโฉนดที่ดินของโครงการ แอชตัน อโศก มีการขอใช้ทางร่วมจากที่ดิน รฟม. เป็นทางเปิด 13 เมตรเพื่อออกสู่ถนนอโศกมนตรี เนื่องจากกฎหมายระบุว่าต้องมีทางเปิดอย่างน้อย 12 เมตร เพื่อเชื่อมกับถนนที่มีเขตทางสาธารณะมากกว่า 18 เมตร
เมื่อ กทม. พิจารณาการออกใบอนุญาตก่อสร้าง จะพิจารณาจากกฎกระทรวงตามกฎหมายควบคุมอาคาร โดย รฟม. ยืนยันมาในเอกสารเมื่อปี 2557 ว่า ช่องทางขนาดกว้าง 13 เมตร วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัย
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือยืนยันอีกข้อหนึ่ง คือ วัตถุประสงค์ใช้เพื่อเป็นทางเข้า-ออกของเจ้าของร่วมอาคารชุด ตลอดเวลาที่อาคารดังกล่าวตั้งอยู่ จะไม่มีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางเข้าออก
จากนั้น กทม. จึงนำหนังสือนี้ไปยืนยันต่อกับคณะกรรมการควบคุมอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งก็มีหนังสือตอบกลับมาว่า เจ้าของโครงการไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ ถ้ามีที่ดินแปลงอื่นที่สามารถใช้เป็นทางเข้า-ออกสู่ถนนสาธารณะ และรถดับเพลิงสามารถเข้า-ออกได้สะดวก ก็จะเป็นไปตามกฎหมาย
ยันทักท้วงมาแล้ว 3 ครั้งก่อนเกิดปัญหาฟ้องร้อง
รศ.ดร.วิศณุ กล่าวว่า ในช่วงยื่นเเจ้งขอก่อสร้างโครงการครั้งที่ 1 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 กทม. มีข้อทักท้วงไป จากน้้นยื่นครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 2558 กทม.ก็ทักท้วงกลับไปอีก นเดือนตุลาคม 2558 จนกระทั่งมีการฟ้องคดีในเดือนมิถุนายน 2559 ก็มีการยื่นดัดแปลงเป็นครั้งที่ 3 มา จะเห็นว่า กทม. มีหนังสือทักท้วงไว้ตลอด 3 ครั้ง ได้แก่ พฤษภาคม 2558, ตุลาคม 2558 และสิงหาคม 2559

สำหรับการยื่นขออนุญาตก่อสร้างมี 2 วิธี ได้แก่ อ.1 ยื่นพร้อมแบบ เมื่อตรวจแบบเสร็จก็ขอใบอนุญาตก่อสร้างได้ และแบบที่ 2 คือ มาตรา 39 ทวิ คือการแจ้งความประสงค์ก่อสร้าง และลงนามโดยวิศวกรวิชาชีพ ซึ่ง กทม. ต้องออกใบรับเเจ้งภายใน 3 วัน เรียกว่า ยผ.4 และผู้แจ้งเริ่มก่อสร้างได้เลย
ทั้งนี้กฎหมายระบุไว้ว่า กทม.หรือเจ้าพนักงาน สามารถเเจ้งข้อทักท้วงได้ภายใน 120 วันเพื่อให้มีการแก้ไข ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ส่วนการยื่นแจ้งดัดแปลง ผู้แจ้งยื่นตามมาตรา 39 ทวิทุกกรณี ซึ่งเป็นการขอดัดแปลงโดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาต โดย กทม. มีข้อหนังสือรับทราบแบบแปลน และมีหนังสือทักท้วงอยู่ตลอด
ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 กทม. เขียนแนบท้ายไว้ว่า โครงการมีประเด็นการฟ้องศาลปกครองอยู่ ดังนั้น การใช้ประโยชน์ในที่ดินของ รฟม. ผู้แจ้งจะก่อสร้างได้แค่ไหนเพียงใด ปัญหาทางแพ่งที่ผู้แจ้งต้องพิจารณาและรับผิดชอบต่อผู้มีประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเอง และหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อสงวนสิทธิ์ของ รฟม. หรือผู้ครอบครองอาคารในภายภาคหน้า จะต้องยื่นขออนุญาจแจ้งดัดแปลงอาคารให้ถูกต้อง ตามกฎกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต่อไป
สำหรับการขออนุญาตเปิดใช้อาคาร หรือ อ.5 (เดิมชื่อ อ.6) กทม. ได้ทักท้วงไปเช่นกัน และยังไม่ได้ออกใบรับรองอาคารให้ เนื่องจากมีประเด็นทางเข้า-ออกที่ค้างอยู่ในศาล บริษัทก็อุทรณ์ไปที่กรรมการควบคุมอาคาร และได้รับการตอบกลับจากกรรมการควบคุมอาคารว่า การไม่ออกใบรับรองโดยแจ้งเหตุว่ามีการฟ้องคดีที่ศาลปกครอง เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทางสำนักงานการโยธาของ กทม. จึงออกใบรับรองการก่อสร้างให้แบบมีเงื่อนไข คือ เรื่องที่ดินที่ตั้งโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ถ้าศาลพิพากษาแล้วให้อาคารของโครงการขัดต่อกฎหมาย ผู้ได้รับใบรับรองจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตนเองและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และต้องแก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
ยืนยันว่า สำนักงานการโยธาของ กทม. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเรื่องการออกใบอนุญาต และมีการทักท้วงตั้งแต่การรับทราบแบบแปลน จนถึงใบรับรอง อ.6 ที่ออกให้โดยแจ้งเงื่อนไข
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายให้เราทักท้วงตามมาตรา 39 ทวิ ถ้าเป็นแบบแปลนก่อนสร้างต้องทักท้วงภายใน 120 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องทางเข้าออกสาธารณะไม่มีข้อกำหนดในการทักท้วง
ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้ขอที่ต้องมีทางออกที่ถูกต้อง กทม.เองไม่สามารถรับผิดชอบได้ว่า จะมีทางเข้าออกถูกหรือไม่ วันดีคืนดีมีใครเอาไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น เราก็ทำดีที่สุดตามกรอบของเรา
มองตอนนี้ดูง่าย แต่ย้อนไปเวลาน้้นไม่รู้เลยว่าผลจะออกทิศทางใด และการที่ กทม. ไม่ออกใบรับรองให้ก็อาจมีความผิดตามมาตรา 157 ได้เหมือนกัน
เร่งถกอนันดาแก้ปัญหาให้เสร็จใน 30 วัน
รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุไว้ในมาตรา 40 (3) ให้ กทม. สามารถออกคำสั่งตามมาตรา 41 ได้ นั่นคือ ถ้าการกระทำดังกล่าวสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ กทม.ก็ต้องออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารมายื่นคำขอใบอนุญาตใหม่
สำหรับการออกคำสั่งดังกล่าว ต้องให้เวลากับผู้ยื่นไม่น้อยกว่า 30 วัน หากมีเหตุอันควรก็สามารถขยายเวลาได้ แต่ถ้าทำตามมาตรา 41 แล้วผู้ยื่นไม่ทำตาม ก็ต้องไปถึง มาตรา 42 ซึ่งเป็นขั้นรื้อถอนอาคาร ดังนั้นจึงต้องให้เวลาผู้ยื่นทำตามมาตรา 41 ก่อน
ทั้งนี้ ตามมาตรา 40(3) กทม. มีเวลา 30 วันเพื่อแจ้งหนังสือให้บริษัททำตามมาตรา 41 ซึ่งต้องคุยกับผู้ประกอบการว่ามีแนวทางอย่างไร และจะใช้เวลาเท่าไร และค่อยออกหนังสือตามมาตรา 41 ไปที่บริษัท จากน้้นจึงค่อยกำหนดกรอบเวลาในการแก้ไขซึ่งไม่น้อยกว่า 30 วันนับจากวันที่ กทม. ออกคำสั่ง
ทั้งนี้ คาดว่า กทม. จะเริ่มออกคำสั่งตามมาตรา 40(3) ไปที่อนันดาฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกภายในอาทิตย์นี้
บทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างทำสถานีรถไฟฟ้า
นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินการในอนาคต เรื่องนี้ถือเป็นระดับรัฐบาลด้วย เพราะมีกฎกระทรวงควบคุมอาคารมาเกี่ยวข้อง
เราอยากให้มีการสร้างที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าให้เยอะ ตามหลัก Transit Oriented Development (TOD) เพราะทำให้คนไม่ต้องซื้อรถ และใช้รถไฟฟ้าในการคมนาคมได้
แต่ถ้าการก่อสร้างสถานีทำให้เกิดที่ตาบอดเพิ่มขึ้น ก็ต้องไปดูกฎหมายใหญ่ ว่ามีทางแก้อย่างไร หรือไม่ เพราะอาจทำให้การสร้างที่อยู่อาศัยรอบรถไฟฟ้าจะมีข้อจำกัดมากขึ้นในอนาคต ซึ่งส่วนนี้อยู่นอกอำนาจของ กทม.
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- อนันดา เปิดแนวทางแก้ ‘แอชตัน อโศก’ หาซื้อที่เพิ่ม-ยื่นสร้างใหม่ ถกแบงก์เยียวยาผู้ซื้อ
- พรุ่งนี้ไปแน่!! ‘ศรีสุวรรณ’ บุกร้อง ‘ชัชชาติ’ เอาผิดคนเซ็นต์ก่อสร้าง ‘แอชตัน อโศก’
- ‘ชัชชาติ’ ปัดข่าวเอื้อประโยชน์ ‘แอชตัน อโศก’ ชี้ยื่นขอใบอนุญาตใหม่ได้ตามกฏหมาย
