COVID-19

เมื่อ ‘โควิด’ กลายเป็น โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ต่างจาก โรคติดต่ออันตราย อย่างไร

“หมอขวัญชัย” เผยความแตกต่างระหว่าง โรคติดต่ออันตรายกับโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เตือนโควิดยังไม่ได้หายไปจากโลกนี้ 

นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Khuanchai Supparatpinyo เรื่อง เมื่อโควิดกลายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ความแตกต่างจากการเป็นโรคติดต่ออันตราย โดยระบุว่า

โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

จากการประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2565 ซึ่งเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย ให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

เราจึงควรทำความเข้าใจว่าโรคติดต่อ 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนการดำเนินชีวิต ภายหลังจากโควิดกลายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง

โรคติดต่ออันตราย

พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้กำหนดนิยามของโรคติดต่ออันตรายไว้ว่า เป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว

รมว.สาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เป็นผู้ประกาศรายชื่อโรคติดต่ออันตรายในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งที่ผ่านมาได้ประกาศไปแล้วทั้งหมด 14 โรค ได้แก่

LINE ALBUM Covid atk สถานที่ต่างๆ ๒๒๐๘๑๗ 0

1. กาฬโรค (Plague)

2. ไข้ทรพิษ (Smallpox)

3. ไข้เหลือง (Yellow fever)

4. โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome -SARS)

5. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease-EVD)

6. โรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome -MERS)

7. โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg virus disease)

8. โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา (Handravirus disease)

9. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipahvirus disease)

10. โรคไข้ลาสซา (Lassa fever)

11. ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก (Crimean-Congo hemorrhagic fever)

12. ไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Fever)

13. วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR -TB)

14. โรคโควิด-19 (เพิ่งประกาศล่าสุดไปเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2563)

เมื่อมีการประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายแล้ว รมว.สาธารณสุข มีอำนาจในการออกคำสั่งหรือประกาศต่าง ๆ เพื่อการเฝ้าระวัง ควบคุม รวมทั้งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

โดยถ้าพบผู้ป่วยที่สงสัยเป็นโรคนั้นจะต้องรายงานกรมควบคุมโรคทันทีภายในไม่เกิน 3 ชม. ต้องมีการแยกกักผู้ป่วย กักกันผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ควบคุมผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำไว้สังเกต และติดตามผู้เดินทางจากเขตติดโรค ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยได้เผชิญมาตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี

LINE ALBUM Covid atk สถานที่ต่างๆ ๒๒๐๗๑๑ 2

โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

ได้แก่ โรคติดต่อที่ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ หรือจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง การประกาศรายชื่อเป็นอำนาจของ รมว.สาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมาได้ประกาศไปแล้วทั้งหมด 57 โรค ตัวอย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก อหิวาตกโรค โรคเรื้อน ซิฟิสิส เป็นต้น ซึ่งโรคโควิด-19 จะถูกประกาศให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังลำดับที่ 58 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

สำหรับโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หากพบผู้ป่วยที่สงสัย ต้องรายงานให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่มีการกำหนดมาตรการกักแยกผู้ป่วยและกักกันผู้สัมผัส ยกเว้นอธิบดีกรมควบคุมโรคจะประกาศให้โรคดังกล่าว เป็นโรคระบาด และออกคำสั่งหรือประกาศต่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวัง และควบคุมโรคในอนาคต ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ยาก

จะเห็นว่าเมื่อโควิดถูกปรับให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ก็น่าจะมีการยกเลิกมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติมากที่สุด

อย่างไรก็ตามต้องระลึกไว้เสมอว่า โควิดยังไม่ได้หายไปจากโลกนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่เชื่อว่าน่าจะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดใหญ่และรุนแรงได้ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลที่สำคัญที่สุด 2 ประการคือ

1. คนไทยส่วนใหญ่ มีภูมิคุ้มกันต่อโควิด ทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ (10-20% ของประชากร) และการฉีดวัคซีน (80% ของประชากร) ซึ่งแม้ว่าอาจจะป้องกันการติดเชื้อกลายพันธุ์ในอนาคตได้ไม่ดีนัก แต่สามารถป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ทำให้แม้จะเกิดการระบาดขึ้น ก็มักจะมีผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตไม่มากนัก

LINE ALBUM วัคซีนโควิดรพ.สนาม ๒๒๐๓๑๐

แต่ปัญหาจะตกอยู่กับคนจำนวนหนึ่ง ที่จนถึงวันนี้ยังไม่ยอมฉีดวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว (20% ของประชากร) รวมทั้งที่ไม่ยอมไปฉีดเข็มกระตุ้นตามกำหนด (40% ของผู้ที่ฉีดครบ 2 เข็ม) ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ซึ่งเชื่อว่าด้วยมาตรการภาครัฐเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะสามารถทำให้คนกลุ่มนี้ไปฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นได้มากนัก

ดังนั้น ตราบใดที่ยังมีผู้ที่ไม่ยอมไปฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 608 ก็ต้องยอมรับโดยปริยายว่า จะยังคงมีผู้ป่วยอาการหนัก และเสียชีวิตจากโควิดอยู่ระดับหนึ่งเสมอ ไม่มีทางเป็นศูนย์ได้

2. ความมีวินัยของคนไทยส่วนใหญ่ ในการป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล โดยสวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง และล้างมือบ่อย ๆ เมื่อต้องพบปะใกล้ชิดกับผู้อื่น

ไม่ว่าโควิดจะถูกจัดให้เป็นโรคติดต่อประเภทใด แต่ถ้าเรายึดหลักสำคัญทั้ง 2 ข้อดังกล่าว เชื่อว่าเราก็จะสามารถอยู่ร่วมกับโควิดได้อย่างปลอดภัยตลอดไป (อย่าเข้าใจผิดว่าทำ 2 ข้อนี้แล้วรับรองไม่ติดเชื้อ ยังอาจจะติดเชื้อได้แต่มักไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง)

อ่านข่าวเพิ่มเติม