COVID-19

‘หมอธีระ’ ห่วงคนไทยฉีดเข็ม 3 น้อย! เตือน 2 เข็มสู้โอไมครอน-สายพันธุ์ลูกหลานไม่ได้

“หมอธีระ” ห่วงคนไทยฉีดเข็ม 3 แค่ 41.1% จากประชากรทั้งสิ้น 69.5 ล้านคน เตือนฉีด 2 เข็มสู้โอไมครอน-สายพันธุ์ลูกหลานไม่ได้ ย้ำ!! การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุด

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ว่า 6 มิถุนายน 2565 เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 287,065 คน ตายเพิ่ม 435 คน รวมแล้วติดไป 535,331,719 คน เสียชีวิตรวม 6,320,294 คน

หมอธีระ

5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ เกาหลีเหนือ ไต้หวัน ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 7 ใน 10 อันดับแรก และ 14 ใน 20 อันดับแรกของโลก

จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็น 80.19% ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็น 77.93%

การติดเชื้อใหม่ในทวีปเอเชียนั้นคิดเป็น 63.96% ของทั้งโลก ส่วนจำนวนเสียชีวิตเพิ่มคิดเป็น 49.65%

…สถานการณ์ระบาดของไทย

จากข้อมูล Worldometer เช้านี้พบว่า

หมอธีระ
ภาพจากเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat

จำนวนติดเชื้อที่รายงานของไทยนั้นไม่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับประเทศอื่นได้ เพราะหลัง 1 มิถุนายนมีการประกาศปรับมารายงานเพียงจำนวนคนป่วย ไม่ใช่รายงานการติดเชื้อใหม่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ในขณะที่จำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ถึงแม้สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นมาจนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปมากก็ตาม

ทั้งนี้จำนวนเสียชีวิตของไทยเมื่อวานคิดเป็น 12.96% ของการเสียชีวิตทั้งหมดที่รายงานของทวีปเอเชีย (อย่างไรก็ตามหากปรับตามคาดประมาณสัดส่วนของคนที่มีโรคร่วมเหมือน UK จะพบว่าคิดเป็น 17.54%

…สถานะการฉีดวัคซีนของไทย

วัคซีนเข็ม 3 ซึ่งเป็นเข็มกระตุ้นนั้นมีความสำคัญมากในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ ป้องกันป่วยรุนแรง และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต โดยข้อมูลที่มีทางการแพทย์นั้น mRNA vaccines ยังเป็นตัวเลือกที่มีข้อมูลเข้มแข็งที่สุด

รองลงมาหากจำเป็นหรือมีข้อจำกัดที่จะต้องรับวัคซีน viral vector ในเข็มหรือสองเข็มแรกไปแล้ว ก็ควรฉีดเข็มสามด้วย mRNA vaccine ก็จะทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น

ณ ปัจจุบัน ต้องเน้นย้ำว่า คนที่ได้รับการฉีดไปเพียงสองเข็มแรกนั้นไม่เพียงพอ เพราะระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างรวดเร็ว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับวัคซีนเชื้อตายจะยิ่งลดลงเร็วกว่าวัคซีนชนิดอื่น ๆ) และไม่สามารถป้องกัน Omicron และสายพันธุ์ลูกหลานได้

หมอธีระ
ภาพจากเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat

ถึงเมื่อวานนี้ มีคนไทยที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (เข็ม 3) ไป 41.1% ของประชากรทั้งสิ้น 69.5 ล้านคน

ในขณะที่วัยสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนเข็ม 3 ไป 44.9%

ส่วนวัยเด็กเล็ก 5-11 ปีนั้น ได้รับวัคซีน 2 เข็มไปเพียง 34.8% (ทั้ง ๆ ที่ในอเมริกานั้นแนะนำให้ฉีดเข็ม 3 เพื่อกระตุ้นด้วย)

จะเห็นได้ว่าประชากรไทยเรายังสัดส่วนการได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นน้อยมาก ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ

…เกราะป้องกันโดยวัคซีนในระดับบุคคลนี้ยังไม่เข้มแข็งมากพอ

…สภาพแวดล้อมปัจจุบัน การใช้ชีวิตประจำวันในสังคมมีความเสี่ยงสูงขึ้นมาก ธรรมชาติของไวรัสไม่เลือกที่รักมักที่ชัง โรคติดต่อนั้นจะติดเชื้อแพร่เชื้อได้แน่นอนหากมีการพบปะติดต่อกันมากขึ้น ใกล้ชิดกันนานขึ้น แออัดยัดเยียด ระบายอากาศไม่ดี กิจกรรมเสี่ยงเพิ่มขึ้น สถานที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น

หมอธีระ

“การใส่หน้ากากจึงเป็นหัวใจสำคัญยิ่ง”

ล่าสุด Walter Koroshetz ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติด้านโรคทางระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมอง ประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งออกมาเน้นย้ำเตือนว่า การติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 นั้นจะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะ Long COVID หรือ Post COVID syndrome หลากหลายอาการตามมาได้ในระยะยาว และเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศที่ต้องแบกรับ

“Long COVID: A significant problem for the country going forward”

ประเทศไทยก็จำเป็นต้องตระหนักถึงเรื่อง Long COVID นี้ เพราะจะส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของผู้ป่วย คุณภาพชีวิต สมรรถนะการใช้ชีวิต ผลิตภาพในการทำงาน ระบบแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Siree Osiri OHO BANGKOK