COVID-19

สงครามเปลี่ยน กลยุทธ์ต้องปรับ ‘หมอนิธิ’ แนะวิธีปรับแผนรับมือโควิด ‘โรคประจำถิ่น’

“หมอนิธิ” ฉายภาพโควิด เข้าสู่โรคประจำถิ่น หลังโอไมครอนสงบ ชี้ต้องปรับแผนรับมือโควิด ให้เหมาะกับสถานการณ์

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Nithi Mahanondaเรื่อง สงครามเปลี่ยน กลยุทธ์ต้องปรับ โดยระบุว่า

ปรับแผนรับมือโควิด

ช่วงหลังมีข่าวคราวทั้งจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) และกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยเรา ว่าจะปรับลดระดับความรุนแรงการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากการระบาดใหญ่ (ทั่วโลก) หรือ Pandemic ที่เป็นระดับสูงสุดของการระบาด มาเป็นระดับต่ำสุดของการระบาด ที่เรียกว่าการระบาดประจำถิ่นหรือ Endemic (ระดับ 1 ของการระบาด)

การระบาดประจำถิ่นนี้ หมายถึงการระบาดของโรคที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ ที่มีอัตราป่วยคงที่และสามารถคาดการณ์และควบคุมได้ ขอบเขตของพื้นที่การเกิดโรค อาจเป็นเมืองหรือภูมิภาค เช่น โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย โรคมาลาเรียในทวีปแอฟริกา เป็นต้น

การที่เราสามารถคาดการณ์การระบาดได้นั้น จะมีความสำคัญต่อการระวังป้องกันเป็นอย่างยิ่ง เช่น โรคไข้เลือดออก ที่ทางภาครัฐเร่งระดมการกำจัดยุงในช่วงท้าย ๆ ของฤดูฝน

สำหรับการระบาดของโรคไวรัสทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดธรรมดานั้น เราทราบว่าในประเทศไทยมักเกิดเป็นฤดูกาล ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูฝนต่อหนาว และมีการระบาดตามฤดูกาลอย่างสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้

แต่ในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศไทย อาจจะมีการระบาดเพิ่มอีกเล็กน้อย หลังจากที่เด็กนักเรียนเปิดเรียนเและแพร่กระจายต่อในผู้ใหญ่ จึงอาจมีการระบาดสองครั้งได้ในบางปี ต่างจากในประเทศทางตะวันตกแถบซีกโลกเหนือที่มักมีการระบาดรุนแรงในฤดูที่อากาศหนาวเย็น

 

ดังนั้น การระบาดต่อไปของไวรัสโควิด-19 ที่เป็นโรคระบาดทางเดินหายใจที่จะเป็นการระบาดในระดับต่ำที่ควบคุมได้และคาดการณ์ได้ ก็น่าจะเป็นการระบาดหนักในช่วงฤดูฝนต่อหนาว เช่นเดียวกับโรคระบาดไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ

แต่เราจะคาดการณ์ได้หรือไม่ว่า การระบาดในท้องถิ่น จะมากขึ้นกว่าปกติ กลายเป็นระดับที่ 2 ของการระบาดที่เรียกว่า Outbreak หรือจะกระจายในวงกว้างขึ้นออกนอกท้องถิ่นจนเป็นระดับ 3 ของการระบาดที่เรียกว่า Epidemic นั้น

LINE ALBUM covid Omicron ๒๒๐๓๒๑ 1

ทั้งนี้ เพราะระดับความรุนแรงของการระบาดในแต่ละพื้นที่ จะขึ้นกับระดับภูมิคุ้มกันของประชากรต่อเชื้อสายพันธุ์ที่ระบาดและมาตรการป้องกันอื่น ๆ รวมไปถึงกิจกรรมในสังคมของท้องถิ่นหรือประเทศนั้น ๆ ด้วย

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคาดว่าโรคระบาดทางเดินหายใจจากโควิด-19 ในประเทศไทย จะเริ่มเข้ารูปการระบาดเป็นตามฤดูกาลหลังจากการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนทั้ง BA.1 และ BA.2 จบลงอย่างแน่นอน

แม้ว่าจะไม่มีวัคซีนใด สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด สายพันธุ์โอไมครอนนี้ได้ดีพอในทุกช่วงอายุ แต่การได้วัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มก็สามารถป้องกันการเกิดอาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้ดีมาก ๆ เหมือนกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใด

(ไม่มีข้อมูลใดๆที่ยืนยันได้ว่า การกระตุ้นหรือได้รับวัคซีนชนิดใดมาก่อนจะดีหรือไม่ดีกว่ากัน มีแต่ข้อมูลว่า สำหรับสายพันธุ์โอมิครอน ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต้องได้รับวัคซีน 3 เข็มเพื่อลดความเสี่ยงในการป่วยหนักหรือเสียชีวิต)

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาที่รายงานว่าในเด็กอายุ 5-11 ปี การได้รับวัคซีน mRNA 2 เข็มไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีพอ

ผมลองรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของพนักงานที่ทำงานในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้วมากกว่า 96% โดยดูจากจำนวนพนักงานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 1,400 กว่าคน ที่ได้รับวัคซีนชนิดต่าง ๆ ทั้งเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 เข็มที่ 3 และเข็มที่ 4 กับจำนวนพนักงานที่ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่าง 1 มกราคมถึง 16 มีนาคม 2565 (ยังไม่ได้วิเคราะห์รายละเอียดและอยู่ระหว่างรวบรวมเพื่อตีพิมพ์ )

พอเห็นเป็นแนวทาง (เปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้นะครับ) ว่า มีการ breakthrough ของการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน ในวัคซีนทุกชนิดเหมือนกันหมดประมาณ 3-9% หลังได้เข็มที่ 3 ทุกคนไม่มีอาการรุนแรง

ที่น่าสนใจแต่ไม่ได้ปรากฎในตารางคือ การติดเชื้อของพนักงานทุกคน เกิดจากภายนอกโรงพยาบาล แต่ด้วยมาตรการเข้มงวดในการใส่หน้ากาก ล้างมือและรักษาระยะห่างทุกอย่างภายในสถานที่ทำงาน จึงยังไม่มีการติดเชื้อกันภายในโรงพยาบาล จากผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนที่มีเชื้อ

และพนักงานที่ติดเชื้อทุกคนไม่มีใครมีปอดอักเสบ (โรงพยาบาลทำการตรวจ CT ปอดให้พนักงานที่ติดเชื้อทุกคนในวันที่ตรวจพบและวันที่ 7 และ 14)

หมอนิธิ

หมอนิธิ แนะวิธีปรับแผนรับมือโควิด

ดังนั้น สงครามกับโควิด-19 ครั้งนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ ผมมีความเห็นว่า

1. สำหรับทุกๆคน ณ ตอนนี้ ได้รับวัคซีน 3 เข็มพอก่อน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนอะไร ถ้าจะฉีดเข็มที่ 4 หรือเข็มต่อไป ต้องหาจังหวะฉีดให้พอดีกับการป้องกันการระบาดในหน้าฝนต่อหนาว (ควรฉีดราวๆ มิถุนายน-สิงหาคมถ้ารอได้) และควรฉีดวัคซีนที่จะป้องกันได้ตลอดฤดูกาล

2. สำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ต้องฉีดให้ได้อย่างน้อย 3 เข็ม ก่อนเข้าเดือนเมษายนนี้ เพราะจะเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเคลื่อนที่ของคนมาก ทั้งเทศกาลเช็งเม้งและสงกรานต์ เพราะคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตได้ ถ้าได้วัคซีนแค่ 2 เข็มหรือน้อยกว่านั้นแล้วได้รับเชื้อ (ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข คนกลุ่มนี้ได้รับวัคซีนแค่ 30% เองครับ)

เป็นผม สองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม ควรจะรณรงค์ฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง โดยไปให้ถึงตัว ทำความเข้าใจ อธิบายให้ง่าย ๆ ให้คนยอมรับวัคซีนให้ได้ 3 เข็ม ไม่ควรตั้งรับให้ต้องเดินเข้ามาหา วัคซีนต้องเดินไปหาคนกลุ่มนี้ !!!

3. สำหรับเด็กนักเรียนนักศึกษา ผมเห็นต่างจากที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน โดการให้เรียนออนไลน์แล้วปิด ๆเปิด ๆ โรงเรียน ผมเห็นว่าควรให้เปิดเรียนเป็นปกติ เพราะในเด็ก (ที่ไม่มีโรคประจำตัว) จะไม่ป่วยหนัก และไม่เสียชีวิตง่าย ๆ แม้จะได้รับวัคซีนไม่ครบหรือไม่ได้รับเลย แต่ต้องมีมาตรการดังนี้นะครับ

  • เด็กที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม
  • เด็กที่มีอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังในบ้านเดียวกัน ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังเหล่านั้นต้องได้รับวัคซีน 3 เข็มเป็นอย่างน้อย
  • โรงเรียนต้องมีมาตรการการป้องกันที่เข้มงวด และปรับสถานที่โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายเทอากาศและการรักษาความสะอาดให้ถูกต้อง
  • โรงเรียนและผู้ปกครองต้องเข้มงวดไม่ให้เด็กที่มีอาการผิดปกติของทางเดินหายใจหรือมีไข้ใด ๆไปโรงเรียน แม้ว่าผลการตรวจ ATK หรือ RTPCR จะเป็นลบ ให้ถืออาการเป็นสำคัญมากกว่าผลตรวจ เพราะเชื้อโอมิครอนมีระยะฟักตัวที่สั้นมาก สามารถติดเชื้อได้หลายวันก่อนจะตรวจพบ

4. มาตรการอื่น ๆ ของประเทศในการป้องกันยังต้องเข้มข้นต่อไป ทั้งการรักษาระยะห่างและการปรับระบบอากาศในอาคารสถานที่ต่าง ๆ ให้เหมาะสม ไม่ต้องไปตามก้นฝรั่งในการผ่อนผันการใส่หน้ากาก เพราะมาตรการเหล่านี้ มีข้อมูลยืนยันแล้วว่าป้องกันการแพร่กระจายได้ดีมาก ๆ ไม่ต้องล็อกดาวน์ เพราะทุกคนเข้าใจแล้วว่าต้องปรับและป้องกันกันอย่างไร ไม่มีผู้ประกอบการใด ๆ ที่อยากปล่อยให้มีการติดแพร่เชื้อในที่ของตัวเองอย่างแน่นอน

ถ้าทำได้อย่างนี้ อีกไม่นานเราก็จะอยู่กับมันได้ โรคมันก็จะอยู่กับเราแบบเข้าใจกัน แต่เมื่อข้าศึกปรับตัว เราก็ต้องเปลี่ยนยุทธวิธีครับ ไม่งั้นรบทีไร เราก็จะแพ้ทุกที

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Avatar photo