COVID-19

‘หมอขวัญชัย’ ถาม โอไมครอนเข้าสู่ขาขึ้น ถึงเวลาตื่นตูมหรือยัง คาด 2-3 สัปดาห์ติดเชื้อพุ่งสูงสุด

“หมอขวัญชัย” เผยโอไมครอนเข้าสู่ขาขึ้นชัดเจน ควรตื่นตูม แตกตื่นแค่ไหน ต้องดูตัวเลขผู้ป่วยหนัก ผู้เสียชีวิต คาดอีก 2-3 สัปดาห์ผู้ติดเชื้อพุ่งสู่จุดสูงสุดแล้วค่อย ๆ ลดลง

ศ.นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Khuanchai Supparatpinyo เรื่อง ถึงเวลาตื่นตูมหรือยัง โดยระบุว่า

โอไมครอนเข้าสู่ขาขึ้น

ระยะนี้การระบาดของโควิดจากโอไมครอนในประเทศไทยเข้าสู่ขาขึ้นอย่างชัดเจน จนอาจจะทำให้หลาย ๆ คนเกิดความไม่สบายใจ

ถ้าดูจากรูปที่ 1 จะเห็นว่า ที่จริงโอไมครอนเข้าสู่ขาขึ้นในประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ถือว่ามีการระบาดได้ราว 5 สัปดาห์กว่า ๆ แล้ว

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าลักษณะการระบาดในไทย อาจจะมีความแตกต่างจากเกือบทุกประเทศทั่วโลก ที่มักจะมีขาขึ้นที่สูงชันมาก และขึ้นไปแบบ non-stop โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือนก็ขึ้นถึงจุดสูงสุด แล้วค่อย ๆ ลดลงในที่สุด (ตามรูปที่ 2)

ผู้ติดเชื้อ 1

แต่ของเรากลับขึ้นเร็วในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แล้วค่อนข้างทรงตัวในช่วงต้นเดือนมกราคม แต่ทรงอยู่ได้เพียง 2 สัปดาห์ก็เริ่มเข้าสู่ขาขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้

คำถามคือ ขาขึ้นขนาดนี้เราควรตื่นตูมหรือยัง? หรือควรแตกตื่นมากแค่ไหน?

ก่อนอื่นต้องตั้งสติให้ดี และทบทวนข้อมูลให้ชัดเจนว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร อย่าใช้อารมณ์และความเห็นส่วนตัวเป็นหลัก

ถ้ามีเวลาอยากให้ย้อนกลับไปอ่านบทความวันที่ 16 มกราคม ตอนโอไมครอนระบาดเหมือนกัน แต่ทำไมผลลัพธ์แตกต่างกัน? ที่แสดงข้อมูลว่าหลายประเทศมีรูปแบบและผลลัพธ์ของการระบาดที่แตกต่างกัน

บางประเทศมีอัตราการระบาดที่สูงมาก บางประเทศมีอัตราการระบาดค่อนข้างต่ำ บางประเทศมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ในขณะที่บางประเทศมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ

ที่จริงแล้ว ถ้าเราดูกราฟการระบาดของประเทศอื่น ๆ เทียบกับประเทศไทยในรูปที่ 2 จะเห็นได้ชัดว่า การระบาดของประเทศไทย แทบจะมองไม่เห็นเป็นกราฟการระบาด (epidemic curve) เอาเสียเลย

ผู้ติดเชื้อทั่วโลก

ในขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ออกมาแสดงความคิดเห็น และเป็นห่วงเป็นใยว่า ขณะนี้เราอยู่ในขาขึ้นที่น่ากลัวมากนั้น ข้อมูลจริง ๆ จะเห็นว่าต่ำกว่าจุดสูงสุดของการระบาดในประเทศอื่น ๆ แบบไม่เห็นฝุ่นเลย

แต่เอาเถอะ เพื่อความไม่ประมาทเรามาดูภาคขยายของการระบาดในไทยตามรูปที่ 1 กันต่อ ปรากฏการณ์ที่ขาขึ้นของเราเป็น 2 ขยักนี้ที่จริง ก็พอจะอธิบายได้จากกระบวนการควบคุมโรคระบาดในประเทศไทย ซึ่งมีการปล่อยผีอย่างเต็มที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่

แต่ในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่มีการเพิ่มมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น เช่น ออกคำสั่งให้พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนตรวจ ATK ทุกคนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ปิดกิจการที่พบว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปิดโรงเรียน ฯลฯ ทำให้พอจะควบคุมการระบาดได้บ้าง

แต่เมื่อเริ่มผ่อนคลายมาตรการในช่วงปลายเดือนมกราคม เชื้อโอไมครอนที่ขณะนี้น่าจะกระจายอยู่ในชุมชนมากพอสมควรแล้ว ก็ได้โอกาสแสดงศักยภาพในการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วออกมาทันที เราจึงเข้าสู่ช่วงขาขึ้นต่อไป

เชื่อว่าทุกคนในประเทศนี้ไม่มีใครไม่ยอมรับว่า ยังไงก็ต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นแน่ ๆ แต่ถ้าดูตามสถิติก็คาดว่าน่าจะเป็นขาขึ้นต่อไป จนถึงจุดสูงสุดในอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หลังจากนั้นก็จะน่าจะเข้าสู่ขาลงเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตามที่เคยบอกเสมอว่าอย่าดูแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพียงอย่างเดียว ต้องดูต่อว่าระดับการติดเชื้อรายวันประมาณ 1 หมื่นกว่าราย ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าช่วงที่เดลตาระบาดราว 2 เท่า มีจำนวนผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ผู้เสียชีวิต และอัตราการป่วยตายเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นอย่าคาดหวังว่า ค่าเหล่านี้จะเป็นศูนย์ หรือต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นอันขาด ต้องยอมรับความจริงว่า เป็นไปได้ยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำไป เพราะโควิดเป็นโรคใหม่อายุแค่ 2 ปีเศษ คนบนโลกเพิ่งจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ไม่ถึงปี จะเทียบกับโรคที่อยู่คู่กับโลกมาหลายศตวรรษแล้วคงไม่ได้

แต่อย่างน้อยให้เทียบกับช่วงที่เดลตาระบาด ซึ่งข้อมูลในกราฟยืนยันชัดเจนว่า แม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะเป็นขาขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยหนักกลับต่ำกว่าช่วงขาขึ้นของเดลตาประมาณ 10 เท่า จำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่ำกว่า 2.5 เท่า จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันต่ำกว่า 13 เท่า และอัตราการป่วยตายต่ำกว่า 10 เท่า

การติดตามตัวชี้วัดทั้งหมดเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเมื่อไรมีแนวโน้มที่ส่อว่าจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก็สมควรตื่นตูมได้เลย

สุดท้ายก็ตามเคยที่ยังต้องย้ำเสมอว่า คนไทยต้องร่วมมือร่วมใจกันไปฉีดวัคซีนให้มากและเร็วที่สุด รวมทั้งเคร่งครัดในมาตรการการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาลต่อไป จนกว่าเราจะสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้อย่างแท้จริง

อ่านข่าวเพิ่มเติม