COVID-19

เด็กควรฉีดวัคซีนแบบไหน หลังผลวิจัยชี้ ฉีดไฟเซอร์เด็ก เสี่ยงสูงเกิดหัวใจอักเสบในเด็กผู้ชาย


หมอธีระวัฒน์ เผยผลวิจัยฉีดไฟเซอร์เด็ก พบเสี่ยงสูงเกิดหัวใจผิดปกติในเด็กผู้ชาย อายุ 12-15 ปี มากสุด แนะเด็กไทยควรฉีดวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็ม แล้วตามด้วยไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” เปิดผลวิจัยฉีดไฟเซอร์เด็ก พบเด็กผู้ชาย มีความเสี่ยงเกิดหัวใจอักเสบมากกว่าเด็กผู้หญิง พร้อมแนะทางเลือกฉีดวัคซีนเด็กไทย โดยระบุว่า

ฉีดไฟเซอร์เด็ก

“หัวใจผิดปกติในเด็กชาย หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (162.2 คน ใน1ล้านคน)

การวิเคราะห์ข้อมูล โดย คุณหมอ Tracy Hoeg และคณะ จาก university of California, Davis ภาควิชา Physical Medicine and Rehabilitation

ทั้งนี้ โดยใช้ข้อมูลที่มีการรายงานมาในระบบ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากวัคซีนของชาติ (VAERS) โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 18 มิถุนายน 2564 เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวที่ได้รับวัคซีน mRNA ที่มีอาการ และลักษณะเข้าได้กับกล้ามเนื้อหัวใจ และเยี่อหุ้มหัวใจอักเสบ

เด็กผู้ชายอายุ 12 ถึง 15 เกิดหัวใจอักเสบ 162.2 ต่อล้าน

เด็กผู้ชายอายุ 16 ถึง 17= 94 ต่อล้าน

เด็กผู้หญิงอายุ 12 ถึง 15 เกิดหัวใจอักเสบ 13.0 ต่อล้าน

เด็กผู้หญิงอายุ 16 ถึง 17= 13.4 ต่อล้าน

หมอธีระวัฒน์

ในจำนวนนี้ ซึ่งเกือบ 86% เป็นเด็กชาย ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และความเสี่ยงตามการวิเคราะห์ชิ้นนี้ ดูจะสูงมากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มอายุขนาดนี้พี่ไม่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลตรงกับที่ CDC สหรัฐ รายงาน คือ มักเกิดหลังเข็มที่สองในผู้ชายอายุ 12 ถึง 17 ปี

แต่ อุบัติการจากการวิเคราะห์นี้ สูงกว่าที่ได้เคยมีรายงานไว้ คือที่ 62.5 ในผู้ชายและ 8.68 ในผู้หญิงที่อายุ 12 ถึง 17 ต่อล้าน

(ทั้งนี้ไม่ทราบแน่ชัด อาจจะเกิดเนื่องจากการระบุว่า เป็นหัวใจอักเสบมีการครอบคลุมลักษณะของอาการกว้างขวางกว่า รวมกระทั่งถึงการตรวจอื่น ๆ เข้าไปด้วยหรือไม่)

ทางเลือกสำหรับประเทศไทย ในเด็กตั้งแต่อายุสามขวบขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากหัวใจอักเสบ อาจจะเป็นวัคซีนเชื้อตายสองเข็ม

แต่เนื่องจากไม่สามารถคุมเดลตาได้ จึงตามด้วยไฟเซอร์ หรือโมเดนา ในปริมาณน้อยที่สุด คือหนึ่งส่วนสี่โดส เข้ากล้าม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผล หรือจะใช้ขนาดหนึ่งในห้าหรือหนึ่งใน 10 ทางชั้นผิวหนังก็ได้ผลเช่นกัน และปลอดภัยกว่า”

อ่านข่าวเพิ่มเติม