COVID-19

‘หมอนิธิพัฒน์’ ประเมินค่าใช้จ่ายผู้ป่วยหนักโควิด เกินหมื่นล้าน จับตาวัคซีน อย่าตุกติก ฉกโควตาด่านหน้า

“หมอนิธิพัฒน์” คาดการณ์ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยหนักจากโควิด เกินหมื่นล้านบาทแล้ว ชวนจับตาฉีดบูสเตอร์โดส อย่าให้ใครตุกติก เอาวัคซีนของบุคลากรด่านหน้าไป พร้อมเปิดผลวิจัยนอก ฉีดวัคซีนไขว้แอสตร้าฯ ไฟเซอร์

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เพจเฟซบุ๊ก “นิธิพัฒน์ เจียรกุล” ประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ จากโควิด คาดเกิน 1 หมื่นล้านบาทแล้ว พร้อมจับตาวัคซีนฉีดบูสเตอร์โดส ต้องถึงบุคลากรด่านหน้า รวมทั้งเปิดผลการศึกษาฉีดไขว้แอสตร้าเซเนก้า-ไฟเซอร์ โดยระบุว่า

นิธิพัฒน์

“คงต้องโทษผลจากการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ ทำให้ตัวขี้เกียจเข้าครอบงำ จนใช้เป็นข้ออ้างหยุดโพสต์ไปหนึ่งวัน ที่จริงเรื่องของวัคซีนโควิดมีประเด็นหลายเรื่องที่น่าสนใจ

แต่ในบ้านเราตอนนี้ คงไม่พ้นเข็มสามของบุคลากร ทำไมมาไม่เต็มสูบ หวังว่ารอบต่อไป คงมาเพียงพอให้สมค่ากับคนที่เขารอ และต้องครอบคลุมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในทุกระดับไม่ใช่เฉพาะแพทย์และพยาบาล และครอบคลุมทั้งที่ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ป่วยโควิด (ได้รับเป็นกลุ่มแรกก่อน) และทั้งที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่โควิด แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยง (ได้รับเป็นกลุ่มถัดไป)

ส่วนที่ให้โรงพยาบาล ทำให้โปร่งใสด้วยการประกาศชื่อคนที่ได้รับ ซึ่งต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนทั้งหมด ในทุกวงการ ที่ได้รับวัคซีนนี้ไปด้วยเช่นกัน มาช่วยกันจับตาอย่าให้ใครที่ไม่ได้อยู่ด้านหน้า มาตุกติกเอาวัคซีนที่บุคลากรด่านหน้าควรได้รับไป โดยจับมือใครดมไม่ได้

มีคนแซวกันว่าใครฉีดวัคซีนโควิดแล้วผลข้างเคียงน้อย ภูมิจะขึ้นไม่ดี แต่เมื่อดูการศึกษาย้อนหลังของบุคลากรทางการแพทย์ จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในประเทศเกาหลี พบว่าคนที่ฉีดไปแล้วต้องกินยาลดไข้ ดูเหมือนจะมีภูมิคุ้มกัน (ชนิดหนึ่งที่นิยมวัดกัน) สูงกว่าคนที่ไม่ได้กินเล็กน้อย แต่โดยรวมคนที่มีผลข้างเคียงมากหรือน้อยภูมิก็ขึ้นไม่แตกต่างกัน

ผลของการศึกษานี้ ยังช่วยหักล้างความคิดของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง ที่ว่าการกินยาพาราเซต หรือยาต้านการอักเสบทั้งก่อน (ป้องกันเกิดอาการ) และหลังฉีดวัคซีน (ทั้งป้องกันและบรรเทาอาการ) จะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าที่ควร และภูมิจะขึ้นไม่ดี

1 4

ที่น่าสนใจคือ การศึกษาในประเทศอังกฤษ (ดังในรูป) ที่ทดลองไขว้วัคซีนในอาสาสมัครอายุเกิน 50 ปีที่ไม่มีโรคเสี่ยง หรือมีแต่โรคนั้น ๆ ไม่รุนแรง และควบคุมได้ดี

โดยประชากรทั้งหมดที่ศึกษา เป็นชาวเอเชียราว 10+% พบว่า การฉีดวัคซีนของแอสตร้าแล้วไขว้ด้วยของไฟเซอร์ห่างกัน 4 สัปดาห์ ให้ภูมิคุ้มกันที่วัดทั้ง 4 วิธีขึ้น สูงใกล้เคียงกับการฉีดของไฟเซอร์ทั้งสองเข็ม และดีกว่าการฉีดของไฟเซอร์ แล้วตามด้วยของแอสตร้า อีกทั้งดีกว่าการฉีดของแอสตราสองเข็มมากทีเดียว (ดังในรูป)

3 2

เป็นธรรมดาของทีมงานเมื่อหมดช่วงภารกิจต้องมีการสรุปบทเรียน วันนี้ครบ 14 วันที่ทำหน้าที่หัวเรือทีมโควิดวิกฤติศิริราชทีม 1 ในส่วนแพทย์เรามีกัน 6 คน ทุกคนยังดูกระตือรือร้นกันดี (ดังในรูป) แม้จะกรำศึกกันมายาวนาน

ส่วนพยาบาลและบุคลากรอื่นในทีมมีรวมกันอีกกว่า 30 คน ที่เห็นกระยื้อกระแย่ง โบกไม้โบกมือด้านหลังของรูป เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพวกชอบออกสื่อ เรามีเตียงรับผู้ป่วย 7 เตียง ดังนั้นในรอบนี้ เราจึงมีศักยภาพ 14×7 = 98 bed-days ทีมสามารถทำให้ผู้ป่วยพ้นวิกฤติและย้ายออกได้ 6 คน ไม่มีการเสียชีวิต

หมอนิธิพัฒน์ชี้ค่าใช้จ่ายโควิดห้องไอซียู เกินหมื่นล้าน

ผู้ป่วยวิกฤติของเรา 1 คน จึงใช้เวลาอยู่เฉลี่ย 98/6 = 16.3 วัน ค่าใช้จ่ายต่อวัน (รัฐบาลรับผิดชอบทั้งหมด) ตกราวสามหมื่นบาทเป็นอย่างน้อย ดังนั้นเฉพาะค่าใช้จ่ายในไอซียูจึงอยู่ที่คนละไม่ต่ำกว่าครึ่งล้าน รวม ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่ป่วยหนักของประเทศทั้งหมด ตั้งแต่ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน น่าจะเกินหนึ่งหมื่นล้านบาทไปแล้ว

สำหรับรายที่เราช่วยชีวิตมาได้ 6 คนนี้ มีสองคนที่อายุมาก (รวมคุณลุงที่เคยกล่าวถึงไปแล้วด้วย) ยังไม่พ้นขีดอันตรายไปเสียทีเดียว นี่คงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่การสูญเสียชีวิตที่มากอยู่ในขณะนี้ มักเกิดกับผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป โดยพบราว 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

2 4 e1628485637995

ในขณะที่เรากำลังไต่อันดับโลก ทั้งจำนวนผู้ป่วยใหม่รายวัน (ลำดับที่ 10) และจำนวนผู้เสียชีวิต แต่อันดับในกีฬาโอลิมปิกที่ปิดฉากไปแล้ว เราหล่นไปที่ 59 ตามหลังเพื่อนบ้านคือ ฟิลิปปินส์ (50) และอินโดนีเซีย (55) ตามลำดับ

ที่สุดมันคือ อเมริกาเบียดจีนเข้าป้ายครอง เจ้าโอลิมปิก โดยเฉือนไปหนึ่งเหรียญทอง แถมตอนนี้สหรัฐ เบียดอินเดีย และบราซิล ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งผู้ป่วยโควิดรายวันไปแล้วด้วยเช่นกัน

มาช่วยกันทำให้อันดับโลกของโควิดเราไต่ลงไปกว่านี้ แต่คงไม่สามารถกลับที่เดิม ถ้ามองแต่ภาคประชาชนที่เป็นฝ่ายตาม ก็ดูจะยังพอมีหวัง เนื่องจากปัจจุบันได้พลิกฟื้นกลับมานำเองด้วยแล้ว เพราะถ้าขืนรอภาครัฐที่เป็นฝ่ายนำ คงไม่มีโอกาสได้สมหวัง”

อ่านข่าวเพิ่มเติม