COVID-19

พยาบาลสุดทน ประกาศ 3 จุดยืน จับมือหมอไม่ทน ร้องสถานทูตสหรัฐ จับตาไฟเซอร์

พยาบาลสุดทน ร่อนแถลงการณ์แสดงจุดยืน เรียกร้องวัคซีนประสิทธิภาพสูง จับมือหมอไม่ทน ภาคีบุคลากรสาธารณสุข ร้องสถานทูตสหรัฐ ตรวจสอบการจัดสรรไฟเซอร์ 1.54 ล้านโดส

เพจเฟซบุ๊ก “Nurses Connect” เครือข่ายพยาบาล ซึ่งรวมกลุ่มพยาบาลวิชาชีพทั่วประเทศ ชี้ พยาบาลสุดทน ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องให้มีการจัดสรรวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

พยาบาลสุดทน

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สภาการพยาบาล มีนโยบายการสร้างเสริมสภาพแวดล้อม การปฏิบัติงานที่ดีของวิชาชีพ (Positive Practice Environment) รวมถึง มาตรการการคุ้มครอง เพื่อพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และสวัสดิภาพของพยาบาล โดยระบุว่า

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีจํานวนผู้ติดเชื้อรายวัน และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน จะมีประชาชนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สะสมรวมกว่า 14.8 ล้านโดส โดยแบ่งเป็นผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จํานวน 11.29 ล้านราย และผู้ได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็ม จํานวน 3.51 ล้านราย แต่พบว่า ยังคงไม่สามารถควบคุมการระบาด ของโรคโควิด-19 ได้

อีกทั้งยังพบว่า มีการระบาดในบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วกว่า 600 ราย จากจํานวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อกว่า 800 ราย แสดงให้เห็นถึงความขาดประสิทธิภาพของวัคซีน ที่รัฐบาลจัดสรรให้ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์

พยาบาลสุดทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายพันธุ์เดลต้า ที่มีผลการวิจัยเชิงประจักษ์ว่า สามารถทนต่อวัคซีน ที่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับการจัดสรรให้ค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ในการทํางาน ก่อให้เกิดภาระงานที่หนักมากขึ้น ต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่เหลืออยู่ และจะส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนขั้นวิกฤติ หากยังคงเกิดเหตุการณ์ที่บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อโควิด-19

นอกจากนี้ นโยบายการบริหารวัคซีน และโรคโควิด-19 ของรัฐบาล ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นถึงความล่าช้า ในการจัดสรรวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ให้เพียงพอต่อจํานวนประชากร

และจากความผิดพลาดในการสื่อสาร ให้ข้อมูลกับประชาชน ทั้งในแง่ของความถูกต้อง ตามหลักวิทยาศาสตร์จริยธรรม และความโปร่งใสในการจัดซื้อวัคซีนนั้น ส่งผลกระทบให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤติในการทํางานของบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความรุนแรงของโรคโควิด-19 และความล่าช้าในการจัดสรรวัคซีน ยังส่งผลให้พยาบาลวิชาชีพ ผู้เป็นด่านหน้าในการปฏิบัติงานจํานวนหนึ่งเสียชีวิต ทั้งจากโรคโควิด-19 และจากปัญหาสุขภาพจิต โดยมิได้รับการเยียวยาอย่างสมควร จากสภาการพยาบาล ซึ่งควรจะต้องเป็นผู้ดูแลสวัสดิภาพของสมาชิกในองค์กร ซ้ําร้ายยังพบว่า มีพยาบาลวิชาชีพ ถูกทําร้ายร่างกาย ขณะปฏิบัติงาน โดยผู้ร่วมงานสาขาวิชาชีพ

พยาบาลสุดทน

รวมไปถึงปัญหาของค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม กับภาระงานของพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยที่สภาการพยาบาลเองนั้น เป็นผู้รับทราบปัญหานี้ แต่มิได้มีแนวทางการเรียกร้อง หรือแก้ไขใดที่เป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์ และผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในฐานะสมาชิกสภาการพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ขอประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. การจัดสรรวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคโควิด-19 เช่น mRNA vaccine, Protein subunit vaccine อย่างทั่วถึง และรวดเร็วแก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน

2. การมีนโยบายการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดี ของวิชาชีพพยาบาล (Positive Practice Environment) เพื่อปกป้องสวัสดิภาพทางกายและจิตใจของผู้ประกอบวิชาชีพจากการคุกคามโดยผู้ร่วมงาน

3. สภาการพยาบาล ต้องมีมาตรการในการคุ้มครองเยียวยา เพื่อพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และสวัสดิภาพของสมาชิกสภาการพยาบาล ทั้งในเรื่องค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และการเยียวยาสมาชิกเมื่อได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงาน”

พยาบาลสุดทน จับมือหมอไม่ทน ร้องจับตาไฟเซอร์

พยาบาล 1

ล่าสุด Nurses Connect ได้จับมือกับภาคีบุคลากรสาธารณสุข และหมอไม่ทน ร่วมมือกันยกระดับการติดตามแผนการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนกลุ่มเสี่ยง ของกระทรวงสาธารณสุข หลังมีแผนจัดสรรว่า จะลดโควต้าของบุคลากรทางการแพทย์ลงจาก 700,00 โดส เหลือ 500,000 โดส

ทั้งนี้ จะเข้ายื่นหนังสือถึงสถานทูตสหรัฐอเมริกา ขอความร่วมมือช่วยตรวจสอบและระบุเงื่อนไขในการจัดสรรวัคซีน 1.54 ล้านโดส ให้ถึงบุคลากรด่านหน้า และประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างแท้จริง ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 เวลา 10.30 น.

อ่านข่าวเพิ่มเติม