ดูหนังออนไลน์
COVID-19

‘พิชัย’ ซัด ‘บิ๊กตู่’ ทำหนี้พุ่ง 9 ล้านล้าน จี้ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น ลดวงเงินกู้ 7 แสนล้าน

“เงินกู้ 7 แสนล้าน” หมู่บ้านกระสุนตก “พิชัย” ซัด “บิ๊กตู่” จ่อทำหนี้สาธารณะทะลุ 9 ล้านล้าน แต่ประเทศไม่พัฒนา จี้ตัดงบความมั่นคงลดวงเงินกู้

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท ตามที่ กระทรวงการคลัง เสนอ โดยเป็นวาระจร และไม่ได้ให้รายละเอียด เหมือนมุบมิบทำกัน ทั้งที่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และควรจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชนได้ทราบก่อน

พิชัย เงินกู้ 7 แสนล้าน

เพราะก่อนหน้านี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งจะยืนยันในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้เองว่า ยังมีเงินเหลือ 3.8 แสนล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะเยียวยาประชาชนครั้งนี้โดยไม่ต้องกู้เพิ่ม แต่แล้วกลับเสนอ ครม. กู้เพิ่มถึง 7 แสนล้านบาท ทำให้สงสัยถึงความโปร่งใส แถมยังเป็นการเสนอเป็นวาระจร เอกสารลับมาก แล้วยังเก็บเอกสารกลับทันที อีกทั้งยังไม่มีการแถลงข่าว ไม่มีรายละเอียด จึงทำให้ยิ่งน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่า การใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ผ่านมา เพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงสาธารณสุข มีรายละเอียดอย่างไร ทำไมถึงได้ใช้หมดแล้ว และ ทำไมใช้แล้วถึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจกลับย่ำแย่ลงอีก

นอกจากนี้ตามที่บอกว่าใช้เงินเพื่อสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท เหตุใดจึงไม่มีการจัดซื้อวัคซีนให้เพียงพอ และทำไมถึงไม่มีวัคซีนหลายยี่ห้อเป็นทางเลือก ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่รัฐบาลกลับบริหารล้มเหลว แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการใช้เงิน

นอกจากนี้มีการนำงบไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจากข้อมูล ได้มีการนำไปใช้ในโครงการชื่อแปลกๆเช่น โครงการเลี้ยงปลาดุก โครงการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ฯลฯ ซึ่งแม้อาจจะเป็นประโยชน์ แต่ไม่มีทางที่จะฟื้นเศรษฐกิจไทยที่กำลังย่ำแย่หนักได้เลย เหมือนเสียเงินฟรี ดังนั้นจึงอยากให้มีการตรวจสอบการใช้เงิน 1 ล้านล้านนี้ให้ละเอียดเพื่อความโปร่งใส

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าเงินกู้นอกงบประมาณทั้ง 1 ล้านล้านบาท และ ที่จะกู้ใหม่อีก 7 แสนล้าน  จะตรวจสอบการใช้จ่ายได้ยากเพราะไม่มีกรอบการใช้เงินที่ชัดเจน ไม่เหมือนการใช้เงินงบประมาณที่มีรายละเอียดและกรอบการใช้ชัดเจน ซึ่งจะมีโอกาสที่จะเกิดการทุจริตได้ อีกทั้งยังจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงมาก

ทั้งนี้ การกู้เงินเพิ่มอีกถึง 7 แสนล้านบาทจะยิ่งทำให้หนี้สาธารณะพุ่งทะลุเกิน 9 ล้านล้านบาท และหนี้จะทะลุเกิน 60% ของจีดีพี เพราะการเก็บรายได้ในปีนี้จะขาดมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สถานะทางการคลังของไทยย่ำแย่ลงไปอีก อีกทั้งในอนาคตรัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พิสูจน์แล้วว่าใช้เงินมาก แต่หาเงินไม่เป็น การจัดเก็บรายได้พลาดเป้ามาทุกปี ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด และปัจจุบันการเก็บรายได้คิดเป็นแค่ 15% ของจีดีพีเท่านั้น

ดังนั้นรัฐบาลจะไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ หนี้ของประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ แต่ประเทศไม่ได้พัฒนาเลย จริงอยู่แม้การช่วยเหลือประชาชนในยามลำบากเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ก็ควรจะตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และไม่อยากให้เป็นช่องทางของการทุจริตคอรัปชั่น

การที่รัฐบาลหาเงินไม่เป็นและเก็บรายได้ขาดมาตลอดทำให้รัฐบาลต้องลดงบประมาณลงในปี 2565 โดยลดลงถึง 1.85 แสนล้าน ซึ่งแสดงถึงความเสื่อมถอยของประเทศ แต่รัฐบาลกลับซิกแซกออก พรบ. กู้เงิน 7 แสนล้านบาทมาใช้แทน ซึ่งตรวจสอบยาก เปิดโอกาสให้มีการคอรัปชั่น อีกทั้งยังเพิ่มหนี้สาธารณะอย่างมาก

นาย พิชัย กล่าวต่อว่า ในการ เงินกู้  7 แสนล้าน มีรายละเอียดคร่าว ๆ ว่าจะใช้เพื่อเยียวยาประชาชน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 2.7 แสนล้านบาท และเพื่อสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นถ้าจะเยียวยาเพิ่มถึง 4 แสนล้าน รวมกับเงินกู้ของเดิมที่มีอยู่อีก 3.8 แสนล้านบาท ตามที่ รมว. คลัง ยืนยันเอง เหตุใดรัฐบาลถึงไม่เยียวยาประชาชนให้เดือนละ 5,000 บาท 3 เดือน ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเสนอ ซึ่งสามารถทำได้และมีเงินเพียงพอ ดีกว่าจะไปแจกกระจายและไม่ตรงเป้าหมาย และ การจะใช้เงิน 2.7 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ก็อยากให้มีแผนงานที่ชัดเจน ไม่ใช่ใช้มั่ว ๆ เหมือนครั้งที่แล้ว

และ ที่แปลกใจคือเหตุใดจึงมีค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ ถึง 367 ล้านบาทด้วย ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ซ้ำซ้อนกับงบกลาโหมหรือไม่ ทำให้ประชาชนสงสัยกันว่าจะยัดไส้กันมาเพื่อหาผลประโยชน์กันใช่หรือไม่ การใช้เงินดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร และ การใช้จ่าย 30,000 ล้านบาทด้านสาธารณสุขจะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ไหมว่าจะมีวัคซีนให้ประชาชนสามารถเลือกเองได้ มีการกระจายการฉีดได้ทั่วถึงและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ทันภายในสิ้นปี เพื่อจะฟื้นเศรษฐกิจ โดยจะต้องเร่งการกระจายการฉีดถึง 5 แสนโดส ถึง 1 ล้านโดสต่อวัน โดยถ้าจะกู้เงินเพิ่มอีกจำนวนมากก็ต้องสามารถบริหารได้ตามที่ประชาชนคาดหวัง

อย่างไรก็ดี ก่อนที่รัฐบาลจะกู้เงิน 7 แสนล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะต้องพิจารณาตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออกไปก่อน ซึ่งจะทำให้ประหยัดการใช้จ่ายและลดการกู้เงินให้น้อยลงได้ โดยค่าใช้จ่ายใดที่ไม่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องตัดลงหมด เช่น งบความมั่นคง งบซื้ออาวุธ ค่าดูงานต่างประเทศ ลดเงินเดือนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลดการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น เพื่อแสดงความสำนึกว่ารัฐบาลใช้เงินจำนวนมากแล้วจึงต้องประหยัดด้านอื่นด้วย

ในภาวะวิกฤตที่ประเทศเริ่มประสบปัญหาทางการเงินและการคลัง และปัญหาจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การใช้จ่ายของรัฐบาลจะต้องมีประสิทธิภาพและให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างเต็มที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมาแจกกระจายหรือใช้จ่ายแบบคลุมเครืออีกไม่ได้แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ต้องสำนึกว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ผ่านมาล้มเหลว รัฐบาลใช้เงินจำนวนมาก แต่เศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้น ประชาชนยิ่งลำบากกันมาก และ การใช้เงินชนเพดานจะทำให้รัฐบาลในอนาคตที่ต้องมารับงานต่อจากพลเอกประยุทธ์จะไม่มีเงินเหลือที่จะฟื้นฟูประเทศได้ ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับประเทศไปอีกนาน

ดังนั้น หาก พล.อ.ประยุทธ์รู้ตัวก็น่าจะต้องออกไปได้แล้ว เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงมาบริหารประเทศในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีเงินเหลือให้ฟื้นฟูประเทศได้ เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ใช้เงินหมด ประเทศไทยมีหนี้ท่วม ใครจะเข้ามาบริหารเก่งแค่ไหนก็จะไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์สร้างหนี้ไว้เกินเยียวยาแล้ว

อ่านข่าวเพิ่มเติม