ดูหนังออนไลน์
COVID-19

‘ไทยพีบีเอส’ แถลงการณ์ รับผิด สั่งสอบผู้ช่วยบรรณาธิการฯ โพสต์เฟคนิวส์ ‘โควิด’

“ไทยพีบีเอส” แถลงการณ์ น้อมรับผิด สั่งสอบผู้ช่วยบรรณาธิการฯ โพสต์เฟคนิวส์ “วัคซีนโควิด”

จากกรณีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ได้ดำเนินคดีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ กะทิ จ้า ซึ่งเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวเช้า สำนักข่าวไทยพีบีเอส ฐานเผยแพร่ข่าวเฟคนิวส์ ผลข้างเคียงวัคซีนซิโนแวคนั้น

ล่าสุดสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ได้ออก แถลงการณ์ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เรื่อง นักข่าวไทยพีบีเอสโพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า กะทิ จ้า ว่า

ส.ส.ท. ต้องขอโทษและขอรับทุกคำติเตียนหรือคำกล่าวโทษต่างๆ จากการที่พนักงานตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สังกัดสำนักข่าว โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า กะทิ จ้า ให้ข้อมูลและภาพเกี่ยวกับประสิทธิภาพและผลกระทบของผู้รับวัคซีนที่ไม่ถูกต้อง และทำให้สื่อมวลชนสังกัดอื่นใช้ข้อมูลและภาพจากบัญชีดังกล่าวไปเผยแพร่ซ้ำ จนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพและผลกระทบของผู้รับวัคซีน อันนำมาซึ่งความเสียหายต่อผู้เกี่ยวข้องและเกิดความเข้าใจผิดขึ้นในสังคมเป็นวงกว้าง

ส.ส.ท. ขอเรียนว่า แม้การโพสต์ข้อความหรือภาพของพนักงานของ ส.ส.ท. ดังกล่าว จะเป็นการโพสต์บนบัญชีส่วนบุคคลของพนักงานเอง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ ส.ส.ท. แต่การกระทำนั้นส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ ส.ส.ท. และกระทบต่อสาธารณะ ส.ส.ท. จึงไม่อาจจะละเลยต่อความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ต้องกำกับดูแลพนักงานในสังกัดของตนได้

จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นแล้ว โดยอาศัยข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการ พ.ศ. 2563 และแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ลงวันที่ 28 กันยายน 2563 ที่ ส.ส.ท. ใช้เป็นหลักยึดในการดำเนินงานตลอดมา เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้รับการเปิดเผย และตรวจสอบอย่างรอบด้าน อันจะนำมาซึ่งความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งนี้ ส.ส.ท. จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้

ส.ส.ท. ขอน้อมรับทุกข้อตำหนิ และคำติเตียนเพื่อเป็นบทเรียนการทำงานที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ต้องเกิดการขอโทษต่อสาธารณะขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

แถลงการณ์ ไทยพีบีเอส กะทิจ้า
แถลงการณ์ “ไทยพีบีเอส”

ล่าสุดวันนี้ (12 พ.ค.64) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เปิดเผยว่า กรณีสาวอุดรฯ อ้างแพ้วัคซีนโควิด – 19 ได้รับรายงานจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) รวมทั้งมีผู้ร้องเรียนเข้ามายังกระทรวง DES จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้น ก็พบว่า ต้นตอของข่าวดังกล่าวมาจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ รวม 3 ราย ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนกระทรวง DES เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้อง กรุงเทพฯ เพื่อดำเนินคดีต่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Wadfhan Niphawan”, ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ชื่อ “@tuykallaya” และผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “กะทิ จ้า” เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว

DES ฟ้อง นักข่าวไทยพีบีเอส

นายชัยวุฒิ เปิดเผยด้วยว่า นอกจากนี้ตนได้ตรวจสอบบัญชี ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “กะทิ จ้า” ซึ่งพบว่าประกอบอาชีพสื่อมวลชน มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยบรรณธิการข่าวเช้า สำนักข่าว ไทยพีบีเอส ซึ่งที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่สื่อมวลชนของสำนักข่าวไทยพีบีเอสว่า มีการนำเสนอข่าวผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง

1.เมื่อวันที่ 24 เมษายน นำเสนอข่าวชาวอินเดียเช่าเครื่องบินเหมาลำมายังประเทศไทยเมื่อช่วงกลางเดือน เมษายน

2.เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม กรณีข่าวประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีต่อเชื้อโควิด – 19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ที่เป็นเพียงการคาดการณ์ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในระยะเวลาไล่เลี่ยกันอย่างผิดสังเกต แล้วยังมีคนระดับบรรณาธิการมาโพสต์ข้อมูลทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนอีก

ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 1 เดือนสำนักข่าวไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวผิดถึง 2 ครั้ง และมีพนักงานนำ เฟคนิวส์ มาเผยแพร่ จนสื่อมวลชนสำนักอื่น นำข้อมูลดังกล่าวไปผลิตซ้ำ รวมแล้วเกิดเฟคนิวส์ที่มีจุดเริ่มต้นจากสำนักข่าวไทยพีบีเอส 3 ครั้ง จนทำให้ประชาชนเกิดความแตกตื่น

แม้เป็นสื่อมวลชน หากกระทำผิดก็ไม่ละเว้น ยิ่งต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะสื่อมวลชนควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงกว่าคนทั่วไป ต้องมีภูมิคุ้มกันที่สูงกว่า และเป็นผู้เสริมภูมิคุ้มกันในการเสพข่าวทางสังคมออนไลน์ให้กับประชาชน เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วต้องมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนการนำเสนอ ไม่ควรปล่อยให้มีการออกข่าวผิดพลาด และบ่อยครั้ง จนมีคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของสำนักงานแห่งนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสื่อสาธารณะแห่งนี้

“แม้ที่ผ่านมาสำนักข่าว ไทยพีบีเอส จะออกมาขอโทษที่นำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน แต่ได้สร้างความสับสน และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ผมจึงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะการกระทำผิด 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เป็นวิสัยที่ผิดปกติ และผมเกรงว่าหากไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายจะมีการกระทำผิดครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก” นายชัยวุฒิ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม