COVID-19

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ไฟเขียว ‘ซิโนแวค’ ฉีดผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบ ฉีดวัคซีนซิโนแวค ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สั่ง อย. เร่งแก้ไข พร้อมออกกฏหมายลูกยกเว้น ลดค่าปรับ ไม่สวมหน้ากากอนามัยออกนอกบ้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในการประชุม คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2564 ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มี 3 ประเด็นสำคัญต่อการควบคุมโรคโควิด 19 ดังนี้

ซิโนแวค ผุ้สูงอายุ

1. กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเครือข่ายภาคเอกชน ดูแลวัยทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่อยู่ในระบบประกันสังคม จำนวนกว่า 16 ล้านคน

ขณะที่ภาคเอกชน จะสนับสนุนการจัดบริการฉีดวัคซีน เช่น เพิ่มจุดให้บริการฉีดวัคซีนที่ได้มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขใน กทม. 82 แห่ง และต่างจังหวัด 300 แห่ง โดยมีบุคลากรภาคเอกชนมาร่วมดำเนินการด้วย ซึ่งเพิ่มจากระบบบริการที่เตรียมไว้แล้ว

2. เห็นชอบในหลักการแนวทางปฏิบัติการให้วัคซีนซิโนแวค ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีการวิจัยที่ประเทศจีนว่า การฉีดวัคซีนซิโนแวคในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพดี พบว่า มีความปลอดภัย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี โดยมอบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินการด้านกฎหมายต่อไป หากไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ

อนุทิน

3. การออกกฎหมายลูก (อนุบัญญัติ) ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 คือ ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบปรับ กรณีไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า เมื่อออกนอกเคหสถาน ซึ่งมีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ และรับเชื้อ ซึ่งจะปรับเกณฑ์การปรับ โดยมีการพิจารณาอนุโลม ยกเว้น หรือลดค่าปรับตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ เพื่อมิให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายกับประชาชนจนเกินไป ในยุคโควิด ที่ลำบากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังออกประกาศแต่งตั้ง เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเพิ่มเติม ได้แก่ ข้าราชการสังกัดกรมราชทัณฑ์ ตามตำแหน่งที่กำหนด และข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อนุทิน1

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนโควิด 19 ไปแล้วกว่า 1.6 ล้านโดส ในเดือนพฤษภาคมนี้ มีวัคซีนของซิโนแวคเข้ามาจำนวนมากรวม 3.5 ล้านโดส และกระทรวงสาธารณสุขกำลังจัดหาเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 100 ล้านโดส โดยได้รับความร่วมมือจากทั้ง ภาครัฐและเอกชน ในการให้บริการวัคซีน เพื่อเพิ่มความครอบคลุมการให้วัคซีนโดยเร็วที่สุด มีเป้าหมายการให้วัคซีนแก่บุคคลที่อยู่ในประเทศไทยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวม 50 ล้านคน ภายในเดือนธันวาคม 2564

“นอกจากการให้วัคซีนแก่ประชาชนคนไทย และการใช้กฎหมายในการควบคุมโรคแล้ว เครื่องมือสำคัญที่ทุกคนสามารถทำได้ คือ มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล ทั้งการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ สแกนไทยชนะ ยังเป็นมาตรการหลักในการป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อโรคโควิด 19” นายอนุทิน กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม