COVID-19

WHO เตือนวิกฤติโลกรอบใหม่ ‘หมอประสิทธิ์’ เผยเชื้อโควิดกลายพันธุ์ เพิ่มอัตราป่วย-ตาย


WHO เตือนวิกฤติโลกรอบใหม่ “หมอประสิทธิ์” ยกเคสต่างประเทศรวมถึงไทย ป่วย-ตาย เพิ่ม ชี้ต้องฉีดวัคซีนให้เร็ว สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ก่อนเชื้อไวรัสกลายพันธุ์

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อัพเดตสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ผ่านทางเฟซบุ๊ก “Mahidol Channel” และ เฟซบุ๊ก “Siriraj” ว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เตือนวิกฤติโลกรอบใหม่ จากไวรัสโควิด-19 พบอัตราการป่วย-ตาย เพิ่มขึ้นจากไวรัสกลายพันธ์ สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

WHO เตือนวิกฤติโลกรอบใหม่

สถานการณ์วันนี้แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมามากพอสมควร สิ่งที่ดีที่สุด หากพวกเราคนไทย ได้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง และได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ โดยสาระสำคัญ คือ เกิดวิกฤติโลกรอบใหม่ของโควิด19 ซึ่งเป็นคำเตือนขององค์การอนามัยโลก

สำหรับคำเตือนนี้ออกมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา โดย ผู่อำนวยการองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ได้เฝ้าระติดตามการเปลี่ยนแปลงของโควิด โดยพบว่า 8 สัปดาห์ต่อเนื่องที่อุบัติการณ์เกิดโควิดเพิ่มต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอัตราการเสียชีวิตก็เพิ่มต่อเนื่อง 5 สัปดาห์เต็ม ๆ

ขณะนี้เรามีผู้เสียชีวิตจากโควิด19ประมาณ 3 ล้านคน จากเดิม 1 เดือนแรกใช้เวลา 9 เดือนถึงมีคนเสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน แต่ 1 ล้านที่สองถัดมา กลับใช้เวลา 3 เดือน คือ คนเสียชีวิต 2 ล้านคน และทั่วโลกเจอมากขึ้นในคนอายุน้อยลง

เช่นเดียวกับไทยที่เจอโรคบ่อยมากระหว่างอายุ 20-39ปี ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เจอทั่วโลก อาจส่วนหนึ่งมาจากผู้สูงอายุได้รับวัคซีน และป้องกันตัวเองด้วยการอยู่ในบ้าน ขณะที่คนหนุ่มสาวยังออกนอกบ้าน ยังไปทำงานที่บ้าน แต่ครั้งนี้ที่ออกมาเตือน เพราะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ข้อมูลจากจอรห์ฮอบกินส์ รายงานว่า ตั้งแต่พบโควิดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 กระทั่งมีการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และจุดผกผันสำคัญ คือ กันยายน 2563 พบว่ามีการกลายพันธุ์คือ สายพันธุ์สหราชอาณาจักร ทำให้เกิดการก้าวกระโดดการติดเชื้อ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สหราชอาณาจักรตัดสินใจให้วัคซีนอย่างรวดเร็วประมาณ ธันวาคม

จากนั้น ประเทศต่าง ๆ ก็ทยอยฉีดวัคซีน ทั้งนี้ ผลการฉีดวัคซีนต้องใช้เวลาประมาณสัปดาห์แรกของ มกราคม เป็นต้นไป อัตราการติดเชื้อใหม่เริ่มลดลง รวมทั้งอัตราการเสียชีวิต

แต่เมื่อช่วงปลายกุมภาพันธ์ และสัปดาห์แรกของมีนาคม 2564 เริ่มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดแค่ที่ใดที่หนึ่ง ทุก ๆ ทวีปคล้ายกันหมด และน่าแปลกตรงสัปดาห์แรกของเดือน มีนาคม ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

นอกจากนี้ ข้อมูลองค์การอนามัยโลกพบว่า ภายใน 1 สัปดาห์ อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างไร โดยพบว่า ช่วงแย่สุด ๆ ประมาณ 2-3 วันเพิ่ม 1 ล้านคน และทุก ๆ 3 วันเพิ่มขึ้น 2 ล้านคน และหลังจากเริ่มมีการฉีดวัคซีนเหมือนทุกอย่างเริ่มดีขึ้น แต่พอสัปดาห์แรก มีนาคม เริ่มกลับขึ้นมา โดยอัตราการเสียชีวิตก็ตีคู่ขนานกัน

ข้อมูลนี้เห็นว่า สัปดาห์ที่แล้ว ที่องค์การอนามัยโลกเอาข้อมูลมาเตือน 1 สัปดาห์ มีผู้ป่วย 5 ล้านราย หรือคิดเป็น 8 แสนคนต่อวัน หากทุกประเทศทุกคนไม่ช่วยก็อาจถึงวันละ 1 ล้านราย

สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 25 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 1,009,954,638 คน หรือวันละประมาณ 18 ล้านคน องค์การอนามัยโลกเตือนว่า อาวุธที่ดีที่สุดที่ทั่วโลกจะสู้กับไวรัสตัวนี้คือ การฉีดวัคซีน โดยต้องฉีดให้เร็วในคนจำนวนมาก ก่อนการกลายพันธุ์ เพราะแต่ละครั้งการกลายพันธุ์จะมีผลกระทบ

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา1
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

สถานการณ์ทั่วโลก อัตราการระบาดจะคล้ายคลึงกัน และไม่มีประเทศไหนปลอดภัย หากทั่วโลกยังรุนแรง

ตัวอย่างของแต่ละประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ข้อมูลล่าสุดวันที่ 26 เมษายน หลังจากมีการฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 225 ล้านโดส ฉีดวันละ 2,800 ล้านโดส จากประชากร 332.5 ล้านคน โดยฉีดไปแล้วประมาณ 41.8% ของประชากรสหรัฐ ได้รับวัคซีน 1 โดส และ 28% ได้ครบโดส

สิ่งที่เห็นคือ อัตราผู้ติดเชื้อลดลงเห็นชัด เห็นได้จากข้อมูลวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ซึ่งวันแรกที่มีการฉีดวัคซีน แต่วันนั้นมีคนติดเชื้อประมาณ 2 แสนกว่ารายต่อวัน แต่วันนี้ในสหรัฐมีการติดเชื้อประมาณ 4 หมื่นกว่ารายต่อวัน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตวันที่ 14 ธันวาคม 2563 มีคนเสียชีวิตเกือบ 1,800 คนต่อวัน แต่วันนี้ มีคนเสียชีวิต 421 คนต่อวัน

ส่วนบราซิล เป็นประเทศที่วันนี้ยังวิกฤติ โดยฉีดวัคซีนครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2564 ในบุคลากรสาธารณสุขอายุ 54 ปี วันที่ฉีดวันแรก ณ ขณะนั้นมีผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 3.1 หมื่นคน โดยบราซิลฉีดวัคซีนไปแล้ว 40,675,557 โดส มีคนทั้งหมด 212.5 ล้านคน แต่ละวันฉีดเกือบ 1 ล้านโดส โดยประชากร 13.6%ของประชากรได้รับ 1 โดส และ 5.8% ได้ครบโดส

ตัวเลขตรงนี้อย่างที่ย้ำว่า ประเทศที่ฉีดวัคซีนน้อยกว่า 25% แสดงว่า อัตราการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสทำไม่ได้ อย่างอัตราการเสียชีวิตของบราซิลเพิ่มขึ้นมาก โดยขณะนี้บราซิลมีวิกฤติเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า P.1 และสายพันธุ์สหราชอาณาจักร กระจายในบราซิล

สายพันธุ์บราซิล P.1 เป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้เร็ว และขณะนี้แพร่กระจายไปหลายประเทศ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร โดยปลายเดือน มีนาคม ตรวจพบสายพันธุ์ P.1 ที่วิสคอนซินในสหรัฐ ทั้งนี้ พบว่าภายใน 7 สัปดาห์สายพันธุ์ P.1 กลายเป็นสายพันธุ์ที่พบมากถึง 87% ที่ระบาดในบราซิล ซึ่งสายพันธุ์นี้เชื่อว่า รุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ”

ประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ประชากรจำนวนมาก โดยฉีดวัคซีนครั้งแรกเมื่อ มกราคม 2564 ถือว่าช้าทีเดียว โดยวันที่ติดครั้งแรก มีผู้ติดเชื้อ 1.5 หมื่นคน แต่ ณ วันที่ 26 เม.ย. เพิ่มเป็นเกือบ 3.2 แสนต่อวัน มีการฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 140,802,794 โดส โดยมีประชากรที่รับวัคซีนไปแล้ว 8.7% มีที่ฉีดครบเพียง 1.6% ซึ่งจะพบว่าอัตราการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตคู่ขนาดกัน ขณะนี้พบเสียชีวิตเกือบ 2,800 คนต่อวัน

ฝรั่งเศส ฉีดวัคซีนไปแล้ว 19 ล้านโดส ฉีดวันละประมาณ 3 แสนโดส โดยประชากรฝรั่งเศสฉีดวัคซีนไปแล้ว 21.3% ได้รับ 1 โดส และ 8.3% ฉีดครบโดส จากประชากรทั้งหมด 65.2 ล้านคน

อิตาลี เป็นอีกประเทศที่ควบคุมไม่ดีนัก ฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 17 ล้านโดส ฉีดในประชาชน 20.1% ของประชากรทั้งหมด 60.5 ล้านคน ได้รับ 1 โดส และ 8.4% ได้ครบโดส ซึ่งขณะนี้พยายามเร่งฉีดวัคซีน คล้าย ๆ ฝรั่งเศสฉีดวันละ 3 แสนโดส

เยอรมนี ฉีดวัคซีนครั้งแรก 17 ธ.ค.2563 ฉีดไปแล้ว 24 ล้านโดส ฉีดวันละ 4.9 แสนโดสจากประชากร 83.8 ล้านคน ฉีดไป 22.8% ของประชากรที่ได้รับ 1 โดส และ 7% ได้ครบโดส

shutterstock 1671956773

ชื่นชมอิสราเอล ฉีดวัคซีนคุมโควิดได้ดี

สำหรับประเทศอิสราเอล เป็นประเทศที่ได้รับการชื่นชมมากในการควบคุมโควิด โดยฉีดครั้งแรกในชายอายุ 71 ปี ซึ่งเมื่อติดเชื้อเพิ่ม เขาตัดสินใจฉีดทั้งประเทศ โดยวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ขณะนั้นมีผู้ติดเชื้อ 2,734 ราย และเริ่มระดมฉีดวัคซีน จนวันนี้เหลือติดเชื้อ 83 รายต่อวัน ส่วนอัตราเสียชีวิตวันที่เริ่มฉีดวัคซีนครั้งแรก คือ 19 ธันวาคม พบ 17 คน ปัจจุบันข้อมูล ณ วันที่ 26 เมษายน 2564 เสียชีวิต 1 คน

อิสราเอลมีประชากรทั้งหมด 8.8 ล้านคน ฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 10 โดส ฉีดวันละ 1 หมื่นโดส คิดเป็น 59.4%ของประชากรได้รับ 1 โดส และ 55.3% ได้ครบโดส ถือเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุด และเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนหากฉีดได้มาก ได้เร็วจะช่วยได้ แต่องค์การอนามัยโลกเตือน กรณีที่อิสราเอล ให้ประชากรไม่สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งอันนี้น่ากลัว

สหราชอาณาจักร พบสายพันธุ์ UK หรือสายพันธุ์ B 1.1.7 ตั้งแต่ มีนาคม – เมษายน 2563 แต่หลังจาก กันยายน เริ่มพบแพร่ระบาด และ ประมาณ 20% ของคนสหราชอาณาจักรเป็นสายพันธุ์นี้

กระทั่ง 3 เดือนหลัง ประมาณ พฤศจิกายน กลายเป็น 2 ใน 3 ของคนในประเทศติดจากสายพันธุ์นี้ รัฐบาลจึงต้องประกาศฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วคือ วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เป็นประเทศแรกที่ฉีดโดยนำวัคซีนไฟเซอร์เข้ามา

ณ วันนั้น มีผู้ป่วยใหม่ประมาณ 1.2 รายต่อวัน จนถึงวันนี้ (26 เมษายน 2564) มีผู้ป่วยวันละ 2,000 ราย โดยฉีดวัคซีนไปแล้ว 45 ล้านโดส ฉีดวันละเกือบ 5 แสนคน ในประชากร 67.9 ล้านคน คิดเป็น 50.2%ของประชากรได้รับ 1 โดส และ 18.1% ครบโดส คนในประเทศให้ความร่วมมือดีมาก

ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2564 วัคซีนโควิดที่มีการใช้ในแต่ละประเทศ 8 ตัว ซึ่งใช้ในภาวะฉุกเฉิน จะพบว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า มีการใช้มากที่สุดถึง 91 ประเทศ และมีการศึกษาว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลถึง 24 การศึกษา ส่วนวัคซีนไฟเซอร์มีการใช้ไปแล้ว 83 ประเทศทั่วโลก มีการศึกษาระยะสาม 18 การศึกษา

ส่วนวัคซีนรัสเซีย คือ สปุกนิตV มีการใช้ไป 62 ประเทศ วัคซีนโมเดอร์นาใช้ไป 46 ประเทศ ส่วนวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันใช้ 40 ประเทศ วัคซีนซิโนฟาร์มของรัฐบาลจีน ใช้ไป 35 ประเทศ วัคซีนซิโนแวคใช้ไปแล้ว 22 ประเทศ และวัคซีนอินเดียคือ บารัต ใช้ไปแล้ว 6 ประเทศ

27 1TH สถานการณ์โควิดในไทย e1619498939155

สถานการณ์ประเทศไทย

สำหรับสถานการณ์ประเทศไทย ขณะนี้มีการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดที่สำคัญคือ B1.1.7 เป็นสายพันธุ์ของสหราชอาณาจักร เมี่อเทียบกับสายพันธุ์เดิมพบว่าแพร่กระจายเร็วขึ้น เดิมพบว่าไม่เพิ่มความรุนแรง แต่รายงานล่าสุดสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า อาจทำให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ซึ่งสายพันธุ์นี้เข้ามาไทยแล้ว

ขณะที่สายพันธุ์แอฟริกา B 1.351 พบว่าแพร่กระจายเร็ว แต่ข้อมูลล่าสุดไม่เพิ่มความรุนแรง และยังพบว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ทั้งแอสตร้าฯ และไฟเซอร์ ครอบคลุมสายพันธุ์นี้ในสัดส่วนค่อนข้างดี ส่วนสายพันธุ์บราซิล P.1 พบครั้งแรก มกราคม 2564 และพบได้ในญี่ปุ่น ซึ่งแพร่กระจายเร็ว และมีหลักฐานว่า เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ ไม่ได้หมายความว่า สายพันธุ์อื่นไม่ติดเชื้อซ้ำ แต่อันนี้มีหลักฐาน

นอกจากนี้ในสหรัฐมีสายพันธุ์ B.1427 และ B. 1.429 พบที่สหรัฐ อาจสัมพันธุ์กับการแพร่ระบาดเร็ว ส่วนอินเดีย B.1.617 พบในอินเดียยังต้องศึกษา เพราะรายละเอียดยังน้อย

“ณ วันนี้โลกกลับมาสู่วิกฤติโควิด19 เรียบร้อยแล้ว เราจะสบาย ๆ ไม่ได้ แนวโน้มจะสูงขึ้น สิ่งที่ต้องระวังในไทยคือ มีการกลายพันธุ์โควิด19 ซึ่งเข้ามาในไทยแล้วคือ สายพันธุ์อังกฤษ และรอบนี้ เราพบผู้ป่วยหนักชัดเจน

อย่างศิริราชคนไข้ที่เข้ามา 1 ใน 4 มีภาวะปอดอักเสบ และจำนวนคนไข้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นชัดเจน และเกิดแบบนี้ทั่วประเทศ คนไข้ปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 1 ใน 4 ใช้เครื่องช่วยหายใจเพิ่มขึ้น อัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้น

“คาดการณ์ได้เลยว่า เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยหนักแบบนี้จะเจอผู้เสียชีวิตตัวเลข 2 หลัก ซึ่งสัมพันธ์กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เชื้อกลายพันธุ์ และรอบนี้จะเห็นคนไข้ที่เสียชีวิตมีอายุน้อยลง อายุเฉลี่ย 20-30 ปีก็เสียชีวิต ดังนั้น อย่าคิดว่า อายุไม่มากไม่เสียชีวิต จึงไปสนุกสนานไม่ป้องกัน ขอย้ำว่า คนป่วยอาการหนักเสียชีวิตใช้เวลาเพียง 7-10 วันเท่านั้น”ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ที่สำคัญเมื่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยหนักเพิ่มทำให้ความต้องการใช้หอผู้ป่วยวิกฤติ หรือไอซียูเพิ่มมากขึ้น จนอาจเกิดเหตุการณ์ เตียงในหอผู้ป่วยวิกฤติไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะนี้เราพยายามขยายเตียงเต็มที่ แต่คนที่จะมาดูแลไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เวลาอันสั้น เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ

ยาที่ต้องใช้ในผู้ป่วยมีอาการรุนแรง อย่างฟาวิพิราเวียร์ ต้องให้เร็วทันที ซึ่งมีการใช้ยาเพิ่มขึ้นทั่วโลกก็เกิดการแย่งสั่งซื้อ หรือควบคุมการจำหน่ายของประเทศผู้ผลิต ยาบางตัวที่อินเดียผลิตเก็บไว้ใช้ในประเทศตัวเองแล้ว ทรัพยากรไม่เพียงพอกับความต้องการ อย่างเครื่องช่วยหายใจสำหรับรายที่หนักมาก ๆ อันนี้จะอยู่ในช่วงขาดแคลนได้

“ขณะนี้ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาควบคุมโรค แต่ทุกคนต้องช่วยกัน ประเด็นคือ ยุทธศาสตร์ต้นน้ำ ลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ให้ได้ ไม่เช่นนั้นทรัพยากรจะไม่เพียงพอ ต้องช่วยกันทั้งประเทศ การจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ต้องอาศัยจิตสำนึก ความรับผิดชอบ วินัย สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ การลักลอบข้ามแดนหลุดพ้นจากกระบวนการกักกัน เพราะเชื้ออาจเข้ามาสู่ประเทศไทย และนำสายพันธุ์กลายพันธ์เข้ามาได้ เมื่อพวกเขาลักลอบการสอบสวนโรคยิ่งยาก”ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด เพราะอย่างน้อย 25% ของประชากรที่ได้รับฉีดวัคซีน ยิ่งฉีดได้เร็วและฉีดได้มาก จึงเป็นสิ่งจำเป็น และวัคซีนที่ฉีดทุกวันนี้ ไม่ว่ายี่ห้อไหน รวมทั้งของไทย มีความปลอดภัย ส่วนผลอาการไม่พึงประสงค์ แม้เพียง 1 รายก็จะพูดไปเยอะ แต่ประโยชน์มีมากกว่า ยิ่งฉีดเร็วยิ่งปลอดภัย

ในส่วนของความเสี่ยง 4 ประการที่น่ากังวล สงกรานต์ที่ผ่านมาเป็นการตอกย้ำชัดเจน คือ บุคคลเสี่ยง สถานที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง ช่วงเวลาเสี่ยง ดังนั้น บทเรียนที่ผ่านมา อยากให้เป็นเครื่องเตือน อย่าไปทำซ้ำอีกเลย ขอฝากช่วยกันหยุดโควิด ไม่อยู่กันใกล้ชิด ร่วมใช้สิทธิฉีดวัคซีน และขอความกรุณาหยุดการแอบอ้างบุคคล เพื่อผลประโยชน์แอบแฝง ขอให้คนที่ทำอย่าทำร้ายคนไทยด้วยกัน

อ่านข่าวเพิ่มเติม